POLITICS
มท.2ควงรองผบ.ตร.บุกเกาะสมุยเดินหน้า ปราบนอมินีต่างด้าวตรวจค้น5กลุ่มบริษัท
สุราษฏร์ธานี-ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงกรอบแนวคิดหลักในการดำเนินงาน คือ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” (Nominee) หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน เพื่อเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน
โดยในห้วงที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 6 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ จว.สุราษฎร์ธานี, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ชลบุรี, เชียงใหม่ และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2569 ได้ปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญ คือ อ.หัวหิน จว.ประจวบคีรีขันธ์ พบว่าคนต่างด้าวจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้ง 6 เฟส จำนวน 238 บริษัท ที่ดิน 272 แปลง พื้นที่รวม 184 ไร่ 6 งาน 93.3 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 2,839 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 178 หมาย หมายค้น 143 หมาย และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 91 คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจำหน่ายที่ดิน ซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วันเเต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้

วันนี้ (15 สิงหาคม 2569) เวลา 10.00 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2),พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะประกอบด้วย, พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.ผบช.ภ.8, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์ รอง ผบช.ภ.8, พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6, พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี, นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, หม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7” ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

การปฏิบัติการในครั้งนี้สืบเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายขับเคลื่อนตรวจสอบการประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย หรือเครือข่าย “นอมินี” ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกตามแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล” โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บูรณาการสืบสวนขยายผลร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดสุราษฎร์ธานี, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนใน อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ จำนวน 12,906 บริษัท ในจำนวนนี้มีนิติบุคคล ที่มีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลต่างด้าวจำนวน 8,254 บริษัท และมีนิติบุคคลที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายการเป็นนอมินี จำนวน 875 บริษัท
เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองและวิเคราะห์จนพบกลุ่มเป้าหมายเข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี รวมถึงบริษัทที่ช่วยเหลือในการจัดตั้งบริษัท จำนวน 61 บริษัท ครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 42 แปลง เนื้อที่ 33 ไร่ 1 งาน 51 ตร.ว. มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 60 คดี ผู้ต้องหา 88 คน เป็นคนไทย 26 คน และบุคคลต่างด้าว 62 คน พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย ขอออกหมายค้น จำนวน 37 หมาย และหมายจับบุคคลต่างด้าว จำนวน 62 หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ประกอบด้วย สัญชาติ อิสราเอล 20 คน, รัสเซีย 17 คน, ฝรั่งเศส 12 คน, ยูเครน เยอรมนี 2 คน,สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิตาลี เอสโตเนีย ออสเตรเลีย แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ บัลกาเรีย ฟิลิปปินส์ สัญชาติละ 1 คน โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 27 คน ประกอบด้วย รัสเซีย 12 คน ฝรั่งเศส 4 คน อิสราเอลล,ยูเครน สัญชาติละ 2 คน แคนาดา,ฟิลิปปินส์,สวิตเซอร์แลนด์,สหราชอาณาจักร,สหรัฐอเมริกา,อิตาลีและเอสโตเนีย สัญชาติ ละ 1 คน
สำหรับปฏิบัติการสำคัญที่ได้ดำเนินการใน อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี ครั้งนี้ ตรวจค้นจับกุม 5 กลุ่มบริษัท ได้แก่
1. กลุ่มบริษัท กัลป์ - ทรี จำนวน 19 บริษัท 19 คดี โดย นายกัล และนางรอน สัญชาติอิสราเอล ใช้โครงสร้างบริษัทหลายชั้น และใช้คนไทยเป็นนอมินีในการถือหุ้นแทน ซึ่งในกลุ่มบริษัทนี้มีการประกอบธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต และซื้อ ถือครอง พัฒนา ขาย และให้เช่าวิลล่าหรู แก่กลุ่มลูกค้าชาวอิสราเอล
2. กลุ่มบริษัท โฮล - ซี จำนวน 4 บริษัท 4 คดี โดย นายโฮล สัญชาติเยอรมัน อาศัยคนไทยเป็นนอมินีในการถือหุ้นแทน 100% ซึ่งกลุ่มบริษัทนี้มีการดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการเกี่ยวกับการให้เช่าที่พักอาศัย และการก่อสร้างวิลล่าหรู ตั้งอยู่บนพื้นที่เขาสูงชันอาจเกินกว่ากฎหมายกำหนด เสี่ยงต่อใบอนุญาตก่อสร้างที่มิชอบ ขายวิลล่าโดยวิธีการเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนในบริษัทนอมินี ไม่เสียภาษีซื้อขายที่ดิน และไม่นำรายได้มาเสียภาษีนิติบุคคล
3. กลุ่มบริษัท กมล จำนวน 19 บริษัท 19 คดี โดย น.ส.กมล สัญชาติไทย มีชื่ออยู่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นทั้ง 27 บริษัทจัดตั้งบริษัทให้ชาวต่างชาติ เพื่อใช้ขอใบอนุญาตทำงานหรือวีซ่าประเภทธุรกิจ ซึ่งเป็นวีซ่าระยะยาวสามารถอยู่ได้ 1 ปี โดยข้อมูลทางทะเบียนขัดแย้งกับการลงทุนจริง ซึ่ง น.ส.กมล ไม่ได้มีการลงทุนหรือชำระค่าหุ้น ไม่ได้รับปันผล และไม่ทราบถึงการดำเนินกิจการของกลุ่มบริษัทแต่อย่างใด
4. กลุ่มบริษัท ปา จำนวน 17 บริษัท 17 คดี โดย นางปา สัญชาติไทย เริ่มจัดตั้งบริษัทจากคนไทยทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการที่ต้องแสดงเอกสาร จากนั้นจะนำบุคคลต่างด้าวเข้ามาสู่โครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อขอใบอนุญาตทำงานและเปลี่ยนประเภทวีซ่าเป็นวีซ่าธุรกิจ โดยไม่ได้มีการประกอบธุรกิจจริงแต่อย่างใด
5. กลุ่มบริษัท ไอ จำนวน 2 บริษัท 1 คดี สืบเนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยได้แจ้งเบาะแสให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ช่วยเหลือดำเนินการกับบุคคคลสัญชาติฝรั่งเศสที่มีพฤติการณ์ฉ้อโกงชาวฝรั่งเศส โดยอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนทำฟาร์มกัญชา มูลค่าความเสียหายกว่า 21 ล้านบาท ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่านายสตีฟ สัญชาติฝรั่งเศส นำเงินที่ฉ้อโกงมาจากกลุ่มผู้เสียหายชาวฝรั่งเศส จัดตั้งบริษัท ไอ โดยใช้คนไทยเป็นนอมินีในการถือหุ้นแทน เพื่อซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงแรมหรู พร้อมสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และจัดตั้งบริษัท โดเมน เพื่อบริหารโรงแรม โดยผ่านสัญญาเช่าอำพราง ลงโฆษณาการให้พักเป็นรายวันในเว็บไซต์ ราคาคืนละ 11,000 – 17,000 บาท แต่ไม่พบการขออนุญาตประกอบกิจการโรงแรมแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นสถานที่เป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืน ดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
