IN NEWS

ชี้'คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน' ส่วนใหญ่รู้-เคยเจอมาแล้ว/ปปง.คือที่พึ่ง



กรุงเทพฯ-สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเรื่อง "คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน" พบกลุ่มตัวอย่าง 48.31% เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน โดยลักษณะที่พบมากที่สุด คือ โฆษณาเงินกู้นอกระบบ/การชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย 57.73% ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่าง 59.77% เห็นว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ วันนี้น่ากังวลมาก สาเหตุสำคัญ คือ การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง 76.11%

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51.69 ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ร้อยละ 48.31 เคยมีประสบการณ์โดยลักษณะที่พบมากที่สุด คือ โฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย ร้อยละ 57.73 และเมื่อพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าควรแจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ร้อยละ 42.57 ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.77 เห็นว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ วันนี้น่ากังวลมาก สาเหตุสำคัญ คือ การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง ร้อยละ 76.11 และเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก กวาดล้างให้สิ้นซากเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ร้อยละ 78.80

1. ประชาชนเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงินหรือไม่

อันดับ 1

ไม่เคย

51.69%

อันดับ 2

เคย

48.31%

2. ประชาชนเคยมีประสบการณ์ในลักษณะใดบ้าง

อันดับ 1

พบเห็นโฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย

57.73%

อันดับ 2

ญาติ เพื่อน หรือคนใกล้ตัวได้รับความเสียหายจากภัยทางการเงิน

57.01%

อันดับ 3

ถูกหลอกให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน

29.14%

3. หากพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ประชาชนคิดว่าควรแจ้งหน่วยงานใดเป็นอันดับแรก

อันดับ 1

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.)

42.57%

อันดับ 2

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

35.45%

อันดับ 3

ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) สายด่วน 1441

32.93%

4. ประชาชนคิดว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ วันนี้ น่ากังวลมากน้อยเพียงใด

อันดับ 1

น่ากังวลมาก

59.77%

อันดับ 2

ค่อนข้างน่ากังวล

34.49%

อันดับ 3

ไม่ค่อยน่ากังวล

4.70%

อันดับ 4

ไม่น่ากังวล

1.04%

5. ประชาชนคิดว่าสาเหตุใดที่ทำให้ปัญหาการฟอกเงินในประเทศไทยยังคงมีอยู่

อันดับ 1

การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง

76.11%

อันดับ 2

เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

64.55%

อันดับ 3

ประชาชนบางส่วนขาดความรู้หรือยินยอมให้ขบวนการใช้บัญชี

56.13%

6. ประชาชนคิดว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการอย่างไรเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการฟอกเงิน

อันดับ 1

จัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก กวาดล้างให้สิ้นซาก

78.80%

อันดับ 2

ธนาคารตรวจสอบตัวตนและบัญชีที่ผิดปกติให้เข้มงวดขึ้น

63.77%

อันดับ 3

ให้ความรู้ประชาชน เพิ่มช่องทางแจ้งเหตุและช่วยเหลือผู้เสียหาย

60.47%

* หมายเหตุ ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง (ค่าร้อยละจึงคำนวณในแต่ละข้อ)

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าภัยทางการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว เกือบครึ่งเคยมีประสบการณ์โดยมองว่าปัญหาการฟอกเงินน่ากังวลและยังไม่เชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมาย ภาครัฐจึงควรเร่งจัดการตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ควบคู่กับการตรวจสอบบัญชีผิดปกติและให้ความรู้ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโดยไม่รู้ตัว

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ปัญหาการฟอกเงินไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “หลักนิติธรรม” และความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ เมื่อ 76.11% มองว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ไม่จริงจัง จึงสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง “กฎหมายที่มีอยู่” กับ “กฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง” ยิ่งเมื่อ 64.55% เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาจึงเชื่อมโยงถึงการทุจริตเชิงระบบและความบกพร่องของกลไกกำกับดูแล รวมทั้งเสียงประชาชน 78.80% ที่เรียกร้องให้จัดการ “ตัวการใหญ่” จึงชี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องไปให้ถึง ผู้บงการ เครือข่าย และโครงสร้างทางการเงินที่อยู่เบื้องหลัง มิใช่หยุดเพียงผู้กระทำรายย่อย ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องขยับจากการปราบปรามรายคดีไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ท้ายที่สุด หลักนิติธรรมมิใช่เพียงการมีกฎหมาย แต่คือความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายอยู่เหนืออำนาจเงิน อิทธิพล และอำนาจ เมื่อกฎหมายบังคับใช้ได้จริงและเสมอภาค การปราบปรามการฟอกเงินจึงจะเปลี่ยนจาก “การแก้ปัญหาปลายทาง” สู่ “การตัดวงจรทุจริตที่ต้นทาง” อย่างยั่งยืน