POLITICS

มท.2รุกนำชุดปฏิบัติการลงพื้นที่สกลนคร เอาจริงแก๊งค์นายหน้าซื้อ-ขายบัตรปชช.



สกลนคร-“พลพีร์” นำชุดปฏิบัติการลงพื้นที่สกลนคร ติดตามการปราบขบวนการนายหน้าซื้อสำเนาทะเบียนบ้าน-บัตรประชาชนชาวบ้านขายต่อต่างชาติใช้จดทะเบียนบริษัท ย้ำ "คนทำความผิดต้องมีจุดจบ" เร่งสืบสวนหาตัวคนทำผิดทั้งหมดรับโทษสูงสุดตามกฎหมาย พร้อมกำชับฝ่ายปกครองร่วมกับพาณิชย์สร้างความเข้าใจประชาชนให้มีความรู้เท่าทันทุกพื้นที่

วันนี้ (17 ส.ค. 69) เวลา 08.45 น. ที่ห้องประชุมที่ทำการปกครองอำเภอพรรณานิคม จ.สกลนคร นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ติดตามกรณีมีนายหน้าคนไทยนำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน 50 กว่าราย ให้ชาวต่างชาติใช้จดทะเบียนบริษัท โดยที่ทั้งเจ้าบ้านทราบเรื่องและไม่ทราบเรื่อง โดยมี นพ.ภาณุ พรวัฒนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวีรรัตน์ ธีรมิตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร นางสาวจิราภรณ์ เบิกบานดี ปลัดจังหวัดสกลนคร พล.ต.ต.สุริเดช วรรณสุทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร นางลักขณา  บุญนำ พาณิชย์จังหวัดสกลนคร นางสาวภิรมย์ ก้อนแพง นายอำเภอพรรณานิคม นายวิชาญ อิทธิฤกษ์มงคล นายอำเภอเมืองสกลนคร นายจรูญ บุหิรัญ นายอำเภอโคกศรีสุพรรณ นายอัศวิน ศรีคำขลิบ นายอำเภอภูพาน นายบรรณศักดิ์ จันทมา นายอำเภอสว่างแดนดิน ร่วมติดตามสถานการณ์และรับฟังนโยบายข้อสั่งการ

นายพลพีร์ เผยว่า ในช่วงระหว่างการลงพื้นที่ที่อำเภอเกาะพะงัน และอำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อสัปดาห์ก่อน ตนได้รับรายงานว่า มีนายหน้าคนไทยนำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนในพื้นที่ จ.สกลนคร ให้ชาวต่างชาติใช้จดทะเบียนบริษัทโดยที่เจ้าตัวรู้และไม่รู้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทุกหน่วยงานจะต้องมีการเฝ้าระวังมากขึ้น เพราะมีการเอาทะเบียนบ้าน รหัสประจำบ้าน เลขประจำตัวประชาชนที่เจ้าบ้านและประชาชนไม่ได้ยินยอมไปจดทะเบียนบริษัท และเชื่อว่าการตั้งบริษัทพวกนี้มีการเริ่มที่จะใช้คนไทยเป็นผู้ร่วมถือหุ้น เพื่อดำเนินธุรกิจปิดกฎหมายต่าง ๆ ต่อไป ดังนั้น สารตั้งต้นที่ผิดตั้งแต่แรก การทำธุรกิจและบริการหรืออะไรก็แล้วแต่ในอนาคตก็เชื่อว่า "ต้องเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง"

จากการตรวจสอบพบความผิดปกติในการจดทะเบียนนิติบุคคลประเภทธุรกิจของคนต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดสกลนคร รวม 49 บริษัท เป็นบริษัทจีน 100% จำนวน 35 บริษัท และบริษัทสัญชาติไทย 100% จำนวน 14 บริษัท รวม 4 อำเภอ โดยในส่วนของอำเภอเมืองสกลนคร พบบ้าน 1 หลังคาเรือนจดทะเบียนบริษัท 1 บริษัท (สัญชาติจีน 100%) อำเภอสว่างแดนดิน พบบ้าน 3 หลังคาเรือน จดทะเบียน 14 บริษัท (สัญชาติไทย 100%) อำเภอภูพาน พบบ้าน 1 หลังคาเรือน จดทะเบียน 1 บริษัท (สัญชาติจีน 100%) อำเภอโคกศรีสุพรรณ พบบ้าน 33 หลังคาเรือน จดทะเบียน 33 บริษัท (สัญชาติจีน 100%)

นายพลพีร์ กล่าวว่า ตนได้ย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครแล้วว่า จริง ๆ แล้วไม่ได้มีเพียงแค่ 3-4 อำเภอที่เราเห็น เพราะวันนี้ ท่านพาณิชย์จังหวัดได้ตรวจพบว่า มีการจดทะเบียนข้ามเขตจากจังหวัดชลบุรี โดยระบุพื้นที่จังหวัดสกลนครเป็นพื้นที่ตั้งบริษัท ซึ่งต้องประสานรองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ช่วยสังเกตและตรวจสอบทะเบียนร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด ได้ช่วยกันตรวจสอบว่า ถ้ามีเหตุการณ์หรือสมการที่คล้ายคลึงกันนี้ จะต้องรีบรายงานและดำเนินการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจหรือผู้ที่เข้าร่วมหรือสถานที่ตั้งอาจจะเป็นธุรกิจผิดกฎหมายไปด้วย

"พี่น้องประชาชนที่ถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปแอบอ้าง นำที่อยู่ของตนเองไปประกอบธุรกิจ หรือใช้ที่ตั้งบ้านไปประกอบธุรกิจ ก็จะโดนได้รับความผิดไปด้วย ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยจะสั่งการอธิบดีกรมการปกครองว่า เรื่องพวกนี้จะต้องใช้กลไกกำนันผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และคนในพื้นที่ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนร่วมกับพาณิชย์จังหวัด ทำให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ และระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น และกำชับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียนทั้งหมด ห้ามทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่ถือเป็นข้อมูลลับเฉพาะตัวได้หลุดรั่วไหลไปยังภายนอกเด็ดขาด หากพบการกระทำผิดต้องได้รับโทษทั้งวินัยและอาญาขั้นสูงสุด ไม่มีละเว้น"

นายพลพีร์ ย้ำว่า ตนขอย้ำเตือนคนไทย บริษัทบัญชี บริษัททนายความที่เกี่ยวข้อง "อย่าทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง" เพื่อสิ่งที่เป็นค่าจ้างในการอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติสามารถเปิดบริษัทได้ "อย่าทำเด็ดขาด" วันนี้คนไทยต้องรักคนไทย อย่าไปเห็นกับเศษเงินเล็ก ๆ น้อน ๆ เพราะกรรมที่จะตามมากับคนที่ไม่รู้เรื่องเขาจะเดือดร้อนอีกเยอะ และขอเตือนบริษัททั้งหลายว่าเรารู้แล้วว่าคุณคือใคร และเจ้าหน้าที่รัฐจะตามไปทั้งหมด และหากรู้ว่าตนเองทำผิดก็ขอให้เดินเข้ามาหาเจ้าพนักงาน และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีดีกว่าที่เจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าไปจับกุม

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ในตอนนี้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนครทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี รวมถึงเจ้าหน้าที่สืบสวนและทุก ๆ ส่วนในพื้นที่ และตอนนี้ เราอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนได้มาแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดี และตำรวจท้องที่จะประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนกลาง รวมถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อตรวจสอบบุคคลต่างชาติที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพราะว่าตอนนี้ผู้เกี่ยวข้องที่ทำผิดไม่ได้อยู่ที่จังหวัดสกลนครเสียทีเดียว มีทั้งที่ชลบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลเหล่านี้หลบหนีได้ทัน ต้องทำงานสู้กับเวลา และสำนวนต่าง ๆ ต้องรัดกุม เพื่อเราสามารถต่อจิ๊กซอว์ได้ว่า การที่มาทำอะไรในประเทศไทย ทำผิดกฎหมายจะต้องได้รับ โทษตามกฎหมาย พร้อมทั้งต้องประสานกระบวนการยุติธรรมในการดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย

"วันนี้เรายังไม่พบเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องขอชื่นชมกระทรวงพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัดสกลนครที่เป็นผู้เห็นพิรุธที่อยู่ในธุรกรรมการจดที่ตั้งบริษัทในพื้นที่ นำมาสู่การดำเนินการในครั้งนี้ และวันนี้มีประชาชนมาแจ้งขอความช่วยเหลือ มีทั้งผู้พิการส่วนหนึ่ง แล้วก็มีผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนมากเขาไม่รู้อยู่แล้วว่าธุรกรรมเหล่านี้มันทำอย่างไร แต่มันก็มีเอกสารมีเจ้าหน้าที่ธุรกรรมบริษัทต่าง ๆ มาขอให้รับรองสถานะ มายื่นอะไรต่าง ๆ ซึ่งประชาชนเหล่านี้เขาทราบเรื่องก็เพราะทางฝ่ายปกครองและทางตำรวจได้ลงไปแจ้งว่า บ้านเขาถูกนำมาใช้จดทะเบียนชื่อบริษัทต่าง ๆ มีอยู่เคสหนึ่ง มีการเอาของมาแจกที่หมู่บ้านให้เอาบัตรประชาชนไปสแกน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ภาครัฐทำอย่างแน่นอน ถามทางตำรวจอยู่ระหว่างการเร่งสืบสวน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง เร่งดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อที่จะทำให้ผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายได้รับโทษอย่างเร็วที่สุดและต้องเป็นโทษสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด “คนทำผิดต้องมีจุดจบ”