POLITICS

ศูนย์ACSCเผยกทม.แชมป์โดนโกงสูงสุด 63ล้านเพศหญิง-วัยทำงานมากสุด



กรุงเทพฯ-ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 9-15 ส.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,060 คดี มูลค่าความเสียหาย 260 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 2-8 ส.ค.69 คดีที่รับแจ้งความมีจำนวนลดลง 364 คดี เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายที่ลดลงกว่า 3 ล้านบาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุดอยู่ที่ 4,682 คดี คิดเป็น 77.3% ของคดีทั้งหมด แต่ประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด กลับเป็นการหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน ที่มีความเสียหายเกือบ 80 ล้านบาท คิดเป็น 30.7% ของคดีทั้งหมด

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน ซึ่งสัปดาห์นี้มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด ทั้งนี้สามารถป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนทุกชนิดได้ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้

1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้
- ต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน
- ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ”
- มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน
- มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้
- รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง

2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง
- ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน
- หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก

3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม
- มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป
ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้

ขณะที่จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด ในสัปดาห์นี้พบว่า
1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 138 คดี มูลค่าความเสียหาย 63.3 ล้านบาท
2.นนทบุรี มีการแจ้งความไว้ 36 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.6 แสนบาท
3.เชียงใหม่ มีการแจ้งความไว้ 27 คดี มูลค่าความเสียหาย 1.1 ล้านบาท

แต่หากวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหายที่มักจะถูกหลอกในรอบสัปดาห์นี้ ก็ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดียังพบอีกว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับที่ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่น

มีรายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดังนี้
- จับกุมคนไทยลักลอบข้ามแดนไทย - กัมพูชา เป็นชาย ได้ในพื้นที่จ.สระแก้ว จำนวน 1 ราย หลังพบเดินทางไปทำเว็บพนันออนไลน์
- ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.3 บก.ปคม. รับตัวคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจากสปป.ลาว รวม 207 คน ทุกคนให้การสอดคล้องกันว่าไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ที่ ST Vegas Entertainment International Club นครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนนำตัวดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.จัดหางานฯ
- ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปคม.ร่วมกับ บก.ทล. จับกุมคนไทย 1 ราย และ ชาวจีน 5 ราย บริเวณ ทล.1 กม.678 ต.นาแส่ง อ.เกาะคา จ.ลำปาง หลังผู้ต้องหาชาวไทย รับว่าจ้างจำนวน
20,000 บาท ให้ขับรถพาชาวจีน ที่ลักลอบเข้าไทยผ่านด่านธรรมชาติ ประเทศสปป.ลาว ผ่านทางจาก จ.เชียงราย ไปส่งที่ จ.ตาก โดยชาวจีนเหล่านี้ระบุว่าตัวเองถูกชักชวนให้ไปทำงานสร้างแอปพลิเคชัน แลกค่าตอบแทนเดือนละ 1 แสนบาท เจ้าหน้าที่คาดว่าอาจจะโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ เบื้องต้นแจ้งข้อหาซ๋อนเร้น และช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นการจับกุมแก่ผู้ต้องหาชาวไทย และแจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตแก่ผู้ต้องหาชาวจีน

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลการปฏิบัตินำไปสู่การประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที รวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 13 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 6 แสนบาท

โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ โดยมีมูลค่าสูง ดังนี้

เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน ตำรวจสภ.เขาวิเศษ จ.ตรัง เข้าช่วยเหลือผู้เสีียหายเป็นชาย วัย 21 ปี หลังได้รับสายจากมิจฉาชีพ อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ AIS สำนักงานใหญ่ ระบุว่าผู้เสียหายได้ไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ในพื้นที่ จ.ระนอง และเบอร์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดคดีฟอกเงิน ก่อนจะลวงให้ผู้เสียหายแอดไลน์ อ้างเป็นของสภ.เมืองระนอง ทำทีให้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนหลอกข่มขู่ให้แสดงความบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ด้วยการให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้ ปปง.ตรวจสอบ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนไป จำนววน 3 ครั้ง สูญเงินไปกว่า 5.8 แสนบาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อธิบายกลโกงมิจฉาชีพ พร้อมกับให้อายัดบัญชีีที่ 1441 ก่อนประสานให้เข้าแจ้งความต่อไป
 
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้างทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”