IN NEWS

รัฐฯงัด'ดาต้า'ชี้เป้าโรงงานส่อผิดกฎหมาย ตรวจพบ767รายสั่งหยุดแล้ว131ราย



กรุงเทพฯ-รัฐบาลใช้ Data ชี้เป้าโรงงานเสี่ยง ตรวจพบผิดกฎหมาย 767 ราย สั่งหยุด 131 ราย เดินหน้าคุมเข้มไม่ให้ผู้ประกอบการดีเสียเปรียบ

วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการกำกับดูแลโรงงานให้มีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น โดยกระทรวงอุตสาหกรรมปรับรูปแบบจากการตรวจตามรอบ ไปสู่การตรวจเชิงรุก ด้วยการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ความผิดปกติและชี้เป้าโรงงานที่มีความเสี่ยง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

ระบบดังกล่าวนำข้อมูลหลายด้านมาประกอบการวิเคราะห์ เช่น การจัดการกากอุตสาหกรรมที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลการผลิต การใช้น้ำ ไฟฟ้า และวัตถุดิบที่ไม่สมดุลกับกระบวนการผลิตหรือปริมาณผลิตภัณฑ์ รวมถึงข้อมูลที่อาจเข้าข่ายการสวมสิทธิทางการค้า เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ ข้อมูลจะถูกส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในพื้นที่ผ่านระบบ i-Auditor เพื่อกำหนดมาตรฐานการตรวจ บันทึกผล และจัดทำรายงานในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

ผลการดำเนินงานในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรมตรวจพบโรงงานทั่วประเทศที่ประกอบกิจการไม่เป็นไปตามกฎหมายจำนวน 767 ราย ในจำนวนนี้มีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการ 131 ราย สั่งให้ปรับปรุงแก้ไข 636 ราย และดำเนินคดี 391 ราย โดยมากกว่าร้อยละ 53 ของโรงงานที่ตรวจพบอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และจังหวัดปริมณฑล

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับทั้งการคุ้มครองประชาชนและการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในภาคอุตสาหกรรม เพราะผู้ประกอบการที่ลงทุนด้านระบบบำบัด การจัดการกาก และมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ควรเสียเปรียบผู้ประกอบการที่ลดต้นทุนด้วยการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

“รัฐบาลไม่ได้มุ่งเพิ่มภาระแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ต้องการให้ทุกโรงงานแข่งขันบนมาตรฐานเดียวกัน ผู้ประกอบการที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมต้องไม่เสียเปรียบผู้ที่ฝ่าฝืนกติกา การใช้ Data และระบบ i-Auditor จะช่วยให้การตรวจสอบตรงจุด แม่นยำ โปร่งใส และติดตามผลได้มากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

นอกจากการวิเคราะห์ข้อมูลภาครัฐแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังเปิดให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ผ่านช่องทาง “แจ้งอุต” สำหรับแจ้งเบาะแสหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน โดยประชาชนควรระบุสถานที่เกิดเหตุ ลักษณะปัญหา วันและเวลา รวมถึงหลักฐานประกอบเท่าที่สามารถจัดเก็บได้โดยไม่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของตนเอง เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งการแก้ไขพระราชบัญญัติโรงงานในประเด็นการเพิ่มบทลงโทษ การนำประวัติการกระทำผิดซ้ำมาประกอบการพิจารณา และแนวทางให้โรงงานที่ถูกสั่งหยุดหรือสั่งแก้ไขต้องผ่านการตรวจสอบก่อนกลับมาเปิดดำเนินการ รวมถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ข้อเสนอทางกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการและยังไม่มีผลใช้บังคับ

“รัฐบาลจะเดินหน้ากำกับโรงงานบนหลักสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจ การคุ้มครองสุขภาพประชาชน และการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตบนมาตรฐานเดียวกัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งชุมชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน” นางสาวลลิดา กล่าว

ด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นกระทรวงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมให้สถานประกอบการอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนได้ดำเนินธุรกิจอย่างราบรื่นและไปเป็นตามระเบียบกฎหมายของประเทศ ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลักการพัฒนาที่สมดุล ไม่สร้างผลกระทบต่อสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบ

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางทิศทางการส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาการประกอบกิจการโรงงานที่ละเลยกฎหมายยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโรงงานลักลอบเปิดดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่ผ่านการบำบัด การปล่อยควัน ฝุ่นละออง และมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสร้างความเดือดร้อนต่อสุขอนามัยของชุมชนโดยรอบ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายตามพื้นที่รกร้าง ที่ดินเอกชน หรือบ่อดินเก่า ยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ ดิน และแหล่งน้ำใต้ดิน นำไปสู่การปนเปื้อนของโลหะหนักและสารพิษในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและงบประมาณรัฐในการฟื้นฟู แต่ยังบั่นทอนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยโดยรวม

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางรากฐานใหม่ ปรับวิธีการตรวจกำกับโรงงานเชิงโรงรุก ตั้งแต่การปรับแผนการตรวจโรงงาน การนำเทคโนโลยีที่แม่นยำมาใช้ในการตรวจกำกับ และยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการปรับแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคต

กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางรากฐานในการปรับแนวทางและกลไกในการตรวจกำกับดูแลโรงงานทั่วประเทศ และปรับเปลี่ยนแผนตรวจโรงงานรูปแบบใหม่ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยตรวจสอบ และสามารถใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลการประกอบการ พร้อมชี้เป้าได้อย่างตรงจุด และเข้าทำการตรวจสอบโรงงานได้ทันที เช่น โรงงานที่มีข้อมูลการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ผิดปกติ มีการใช้น้ำ ไฟฟ้าและวัตถุดิบที่ไม่สมดุลกับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ หรือเข้าข่ายสวมสิทธิทางการค้า เป็นต้น ซึ่งข้อมูลผิดปกติเหล่านี้ จะถูกแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่หน้างาน เช่นเดียวกับระบบรับเรื่องเรียน “แจ้งอุต” ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง โดยเจ้าหน้าที่จะใช้ระบบการตรวจสอบโรงงานอย่างมีมาตรฐาน หรือ i-Auditor เข้าทำการตรวจสอบโรงงานและรายงานผลที่สามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานหรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง จะสั่งให้หยุดโรงงานในทันที ยกระดับจากแนวทางปฏิบัติแบบเดิมที่จะสั่งเพียงปรับปรุงแก้ไขโรงงาน โดยที่โรงงานดังกล่าวยังคงเดินเครื่องจักรผลิตได้อยู่ อีกทั้ง ยังพบพฤติกรรมประวิงเวลาขอขยายระยะเวลาปรับปรุงแก้ไขโรงงานต่อเนื่องนานหลายเดือน ในขณะที่โทษปรับทางอาญาก็ต่ำเกินกว่าจะสร้างความเกรงกลัว โรงงานบางแห่งจึงมองค่าปรับเป็นเพียงต้นทุนในการทำธุรกิจที่คุ้มเสี่ยง การปรับกลไกเป็นการสั่งหยุดโรงงานในทันที จึงเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจและบทเรียนเชิงลงโทษจากผลกระทบทางธุรกิจ เพื่อเร่งรัดให้โรงงานทำปรับปรุงแก้ไขปัญต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

นายณัฐพลฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานจากการวางรากฐานใหม่และปรับเปลี่ยนรูปแบบการตรวจสอบโรงงานเชิงรุกและการยกการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจสอบพบการประกอบกิจการโรงงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายโรงงานทั่วประเทศ จำนวน 767 ราย โดยในจำนวนนี้ ได้สั่งการให้หยุดประกอบกิจการโรงงานแล้ว 131 ราย สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานอีกกว่า 636 โรงงาน และดำเนินคดีไปกว่า 391 ราย ซึ่งกว่าร้อยละ 53 เป็นโรงงานในพื้นที่ EEC และจังหวัดปริมณฑล ซึ่งสะท้อนการตรวจสอบโรงงานได้อย่างแม่นยำและตรงเป้ามากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้สามารถลดผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงลดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ต้องใช้งบประมาณของรัฐที่มาจากภาษีของประชาชนในการฟื้นฟู ตลอดจนสามารถคืนพื้นที่เศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการที่ดี ได้ไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ยังเร่งแก้ไข พรบ.โรงงาน ในอีกหลายประเด็น เช่น การเพิ่มบทลงโทษจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายให้สูงขึ้น การนำประวัติการประกอบการมาใช้พิจารณาลงโทษเพิ่มเติมสำหรับโรงงานที่กระทำความผิดซ้ำ การกำหนดให้โรงงานที่ถูกสั่งหยุดหรือสั่งปรับปรุงแก้ไข ต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบเอกชน โดยโรงงานต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจสอบและค่าตรวจวัดมลพิษต่าง ๆ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง เป็นต้น อีกทั้งยังเร่งจัดทำ พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม เพื่ออัพเดทกฎหมายให้สอดรับบริบทการประกอบธุรกิจในปัจจุบันและป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการจัดทำร่าง พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม เสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ผลลัพธ์จากการปรับแนวทางและกลไกในการตรวจกำกับดูแลโรงงานทั่วประเทศ และปรับเปลี่ยนแผนตรวจโรงงานรูปแบบใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นที่จะวางรากฐานใหม่ เปลี่ยนการกำกับที่เน้นการคุ้มครองการเติบโตทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมในมิติเดียว ไปสู่มุมมองที่ยึดหลักการส่งเสริมผู้ประกอบการดี ควบคู่ความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุนให้เกิดการปฏิรูปอุตสาหกรรมเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ชุมชน” นายณัฐพลฯ กล่าวทิ้งท้าย”