GLOBAL C

นักวิจัยจีนทลายข้อจำกัดแปรรูป ‘แร่เหล็กคุณภาพต่ำ’สำเร็จ



ปักกิ่ง, 4 ก.ย. (ซินหัว) - เป็นเวลาหลายทศวรรษที่กากแร่เหล็กปริมาณหลายพันล้านตันของจีนส่วนใหญ่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ จูชิ่งซาน นักวิจัยจากสถาบันวิจัยกระบวนการวิศวกรรม (IPE) ระบุว่า การเปลี่ยนขุมทรัพย์ที่หลับใหลเหล่านี้ให้กลายเป็นทรัพยากรคุณภาพสูง คือ กุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแร่เหล็กของประเทศ

วิสัยทัศน์ดังกล่าว กลายเป็นความจริงแล้ว โดยเมื่อวันอังคาร (1 ก.ย.) ที่ผ่านมา โครงการคั่วแร่เหล็กด้วยวิธีสนามแม่เหล็ก (iron ore magnetization roasting) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีกำลังการผลิต 5.56 ล้านตันต่อปี ได้ผ่านการทดสอบและตรวจรับอย่างเป็นทางการที่เมืองอันซาน มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

ปัจจุบันระบบกำลังเปิดดำเนินงานอย่างมีเสถียรภาพเต็มกำลังการผลิต และมีประสิทธิภาพสูงเกินกว่าเป้าหมาย นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการนำแร่เหล็กคุณภาพต่ำมาใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรม

สถาบันฯ ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นโซลูชันทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่รายแรกของโลกในด้านการจัดการกับหางแร่เหล็กเกรดต่ำพิเศษ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแร่ที่มีปริมาณเหล็กเพียงร้อยละ 10 ให้กลายเป็นแร่เหล็กเกรดเข้มข้นคุณภาพสูงถึงร้อยละ 65 ได้ โดยเทคโนโลยีนี้อาจช่วยปลดล็อกการนำแร่เหล็กถลุงยากเกือบ 3 หมื่นล้านตัน และหางแร่อีกเกือบ 1 แสนล้านตันทั่วจีน กลับมาใช้ประโยชน์

จีนบริโภคแร่เหล็กมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ทว่าแหล่งแร่ภายในประเทศส่วนใหญ่เป็นแร่คุณภาพต่ำและแปรรูปได้ยาก ส่งผลให้จีนต้องพึ่งพาการนำเข้าแร่เหล็กมากถึง 1.13 หมื่นล้านตันในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 เมื่อกัวซุนมู่  วิศวกรเคมีจีน ได้ริเริ่มเทคโนโลยีการคั่วเหนี่ยวนำแม่เหล็กแบบฟลูอิดไดซ์เบด (fluidized-bed magnetizing roasting) ทว่าการพัฒนาสู่ระดับอุตสาหกรรมในขณะนั้นต้องชะงักลงเนื่องจากรากฐานทางอุตสาหกรรมของจีนยังไม่เข้มแข็งพอ จนกระทั่งจูชิ่งซานได้สานต่อภารกิจนี้ในปี 2004 เพื่อแก้ปัญหาด้านประสิทธิภาพต่ำและต้นทุนพลังงานสูง

ทีมของจูได้สร้างระบบการเผาแร่แบบฟลูอิดไดซ์เบดเต็มรูปแบบ พร้อมร่วมมือในการก่อสร้างโรงงานกำลังการผลิตระดับ 100,000 ตันต่อปีในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) แม้โครงการจะหยุดชะงักในปี 2008 จากวิกฤตการณ์ทางการเงิน ทว่าสามารถเปิดดำเนินงานอย่างมีเสถียรภาพในเดือนธันวาคม 2012 บทเรียนจากโครงการดังกล่าวได้นำไปสู่การพัฒนากระบวนการผลิตรุ่นที่สองที่มีระบบควบคุมแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งต่อมาได้รับการนำไปปรับใช้โดยอันสตีล กรุ๊ป (Ansteel Group) ผู้ผลิตเหล็กกล้าชั้นนำสัญชาติจีน

ที่อันสตีล กรุ๊ป เทคโนโลยีดังกล่าว มีอัตราการแปลงสภาพแร่สูงถึงร้อยละ 98 โดยปัจจุบันมีการลงนามในข้อตกลงมอบสิทธิการใช้งานเทคโนโลยีแล้ว 11 ฉบับ ครอบคลุมกำลังการแปรรูปมากกว่า 15 ล้านตันต่อปี ทั้งยังขยายผลสู่ต่างประเทศ เช่น โครงการแร่ลิโมไนต์ (limonite) ในลาว ขณะเดียวกัน ทีมวิจัยมีแผนขยายการใช้เทคโนโลยีนี้ไปสู่กระบวนการแปรรูปแร่ชนิดอื่นและการนำขยะของแข็งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่เช่นกัน

(ที่มา: https://www.xinhuathai.com/silkroad/595348_20260904 , https://en.imsilkroad.com/p/352039.html)