IN NEWS

สรุปมติครม.ประจำ8ก.ย.69ประเด็นสำคัญ รับแรงงานศรีลังกา/ให้240ล.เยียวยาปชช.



ครม. เห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน ร่างสัญญาร่วมลงทุน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)/ไทยเดินหน้ารับแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน อุดช่องว่างแรงงานขาดแคลน วางระบบจ้างงานถูกกฎหมาย–คุ้มครองสิทธิ/รัฐบาลเพิ่มกรอบเยียวยาชายแดนไทย–กัมพูชาอีก 240.75 ล้านบาท เร่งช่วยประชาชน–เจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง/ครม. เห็นชอบพิธีสารเปิดเสรีบริการการเงินอาเซียน ฉบับที่ 9 เตรียมเสนอรัฐสภา เปิดทางธุรกิจการเงินไทยขยายตลาดอาเซียน โดยไม่กระทบระดับการเปิดเสรีของไทย

วันนี้  (8 กันยายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่3 (โครงการคลังสินค้าฯ) ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ตามที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 อนุมัติให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ดำเนินโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3(โครงการคลังสินค้าฯ) โดยให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost และจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ภาครัฐเป็นรายปีตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าว ทอท. และคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562(คณะกรรมการคัดเลือกฯ) ได้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนและจัดทำเงื่อนไขสัญญา ร่วมลงทุนโครงการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามนัยมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ตามข้อ 5.1)โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

1. ผลการคัดเลือกเอกชน : คณะกรรมการคัดเลือกฯ ในคราวประชุมครั้งที่24/2568 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) เป็นผู้ผ่านการประเมินสูงสุด

2. เงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุน : ทอท. ได้จัดทำเงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุนโครงการคลังสินค้าฯ ซึ่งสอดคล้องตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง เงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 โดยมีสาระสำคัญ เช่น

1) วัตถุประสงค์และขอบเขตโครงการ : เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้สามารถรองรับการเติบโตของท่าอากาศยาน และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการคลังสินค้าให้มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพการให้บริการมากยิ่งขึ้นโดยโครงการมีขอบเขตการให้บริการ ประกอบด้วย (1) คลังสินค้าขาเข้า (Import) (2) คลังสินค้าขาออก (Export) (3) คลังสินค้าถ่ายลำ (Transit) (4) สินค้าเน่าเสียง่าย และ (5) สินค้าเร่งด่วนและสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E - Commerce)

2) รูปแบบการร่วมลงทุน : ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP Net Cost โดยแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินโครงการคลังสินค้าฯ

ทั้งนี้ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการคลังสินค้าฯ ตามที่เสนอในครั้งนี้จะทำให้ ทอท. สามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท AOTGA เพื่อเริ่มดำเนินโครงการ ดังกล่าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการคลังสินค้าเพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในทุกปี ช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคต่อไป

ไทยเดินหน้ารับแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย เพื่อวางกรอบความร่วมมือและจัดระบบการส่ง–รับแรงงานระหว่างสองประเทศให้มีความชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเดินหน้ารับแรงงานศรีลังกาครั้งนี้เกิดจาก ประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานในบางภาคส่วน และได้รับข้อเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรมและนายจ้างที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน รัฐบาลจึงเร่งหาแนวทางเพิ่มช่องทางจัดหาแรงงานต่างชาติที่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง โดยศรีลังกาเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายแรก ๆ และกำหนดเป้าหมายเบื้องต้น 1 หมื่นคน เพื่อช่วยเติมเต็มกำลังแรงงานในส่วนที่ขาดแคลน

ทั้งนี้ การดำเนินการระหว่างไทยกับศรีลังกาไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ มีการหารือและประสานความร่วมมือด้านแรงงานมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถจัดทำรายละเอียดและบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในครั้งนี้ โดยข้อตกลงจะช่วยให้การจ้างแรงงานเป็นไปตามกติกาเดียวกันและตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

สำหรับ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน จะครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาดแรงงาน กฎหมายและนโยบายด้านแรงงาน ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงการพัฒนาทักษะฝีมือและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการสรรหาแรงงานโดยผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์

ส่วน บันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย จะกำหนดขั้นตอนการจ้างงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสรรหาและคัดเลือก การกำหนดข้อมูลนายจ้าง จำนวนและคุณสมบัติแรงงาน รวมถึงเงื่อนไขการจ้างและค่าตอบแทน โดยแรงงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับสัญญาจ้างก่อนเดินทางเข้าประเทศ และสัญญาจ้างต้องทำโดยตรงระหว่างแรงงานกับนายจ้าง

ด้านการคุ้มครองสิทธิ แรงงานศรีลังกาจะได้รับ การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกับแรงงานท้องถิ่นบนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงได้รับสิทธิและประโยชน์ตามสัญญาจ้างและกฎหมายแรงงานไทย และสามารถเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้เมื่อเกิดข้อพิพาทจากการจ้างงาน

ขณะเดียวกัน แรงงานต้องเข้าประเทศและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องได้รับใบอนุญาตทำงาน และทำงานเฉพาะกับนายจ้างและในอาชีพที่ได้รับอนุญาต รวมถึงต้องผ่านการตรวจสุขภาพและมีหลักฐานประกันสุขภาพตามที่กำหนดก่อนเริ่มงาน

ข้อตกลงยังกำหนดระยะเวลาสัญญาจ้าง 2 ปี และสามารถขยายได้อีก 2 ปี เมื่อสิ้นสุดสัญญา แรงงานต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง และหากทำงานครบตามสัญญา นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งกลับทั้งหมด

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่เป็นการจัดระบบให้แรงงานที่เข้ามาทำงานในส่วนที่ตลาดแรงงานไทยยังขาดแคลน เข้าสู่กระบวนการที่ถูกกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันแรงงานได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย มีสัญญาจ้างที่ชัดเจน และมีช่องทางแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาท พร้อมลดความเสี่ยงจากการสรรหาแรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์

รัฐบาลเพิ่มกรอบเยียวยาชายแดนไทย–กัมพูชาอีก 240.75 ล้านบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเพิ่มกรอบวงเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาอีก 240.75 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และสอดคล้องกับสิทธิที่พึงได้รับ

กรอบวงเงินเพิ่มเติมดังกล่าวจะใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยแบ่งให้กระทรวงมหาดไทย 65 ล้านบาท กระทรวงกลาโหม 166.25 ล้านบาท และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9.5 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานจะเป็นผู้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การจัดสรรครั้งนี้เป็นการต่อเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ซึ่งได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และกรอบวงเงินเยียวยาเดิมจำนวน 577.3 ล้านบาท สำหรับผู้ได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 3 สิงหาคม – 25 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดว่า หากมีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมและวงเงินเดิมไม่เพียงพอ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขอรับการจัดสรรเพิ่มเติมตามขั้นตอน

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติในฐานะหน่วยงานกลางได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบ ข้อมูลการบาดเจ็บ การเสียชีวิต และวงเงินที่ขอรับการจัดสรรให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อป้องกันการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนและให้ความช่วยเหลือตรงถึงผู้มีสิทธิ

สำหรับการพิจารณาสิทธิกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บ จะยึดตามหลักเกณฑ์การให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ฉบับปรับปรุง หากภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงผลการวินิจฉัย เช่น ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสต่อมาเสียชีวิต หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องปรับปรุงข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้ได้รับสิทธิการเยียวยาที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเห็นว่าอัตราค่าใช้จ่ายในการเยียวยาเพิ่มเติมที่เสนอมีความเหมาะสม ขณะที่สำนักงบประมาณเห็นสมควรให้จัดสรรวงเงินเพิ่มเติม 240.75 ล้านบาท พร้อมกำชับให้การใช้จ่ายเป็นไปตามหลักเกณฑ์และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ส่วนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่ขัดข้อง และเสนอให้เร่งรัดการจัดสรรและเบิกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มกรอบวงเงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และไม่ตกหล่น พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบข้อมูลและเบิกจ่ายให้ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม. เห็นชอบพิธีสารเปิดเสรีบริการการเงินอาเซียน ฉบับที่ 9

นางสาวลลิดา เปิดเผยต่อไปว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการให้สัตยาบันพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ 9 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน หรือ ASEAN Framework Agreement on Services: AFAS พร้อมตารางข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ 9 เพื่อเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพันต่อประเทศไทยต่อไป

สาระสำคัญของพิธีสารดังกล่าว มุ่งขยายความร่วมมือด้านการค้าบริการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยลดหรือยกเลิกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการภายใต้กรอบอาเซียน และสนับสนุนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการธนาคารและบริการทางการเงิน

สำหรับประเทศไทย ตารางข้อผูกพันฉบับนี้มีการปรับปรุงในสาขาการธนาคาร โดยเฉพาะบริการชำระเงินและการส่งเงิน สำหรับธุรกิจตัวแทนโอนเงินระหว่างประเทศ หรือ Cross-border Money Transfer Services โดยกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติได้สูงสุดร้อยละ 49 ขณะที่กฎหมายไทยในปัจจุบันอนุญาตให้ถือหุ้นต่างชาติได้สูงสุดถึงร้อยละ 75 จึงไม่ทำให้ประเทศไทยต้องเปิดเสรีเพิ่มเติมจากที่กฎหมายภายในอนุญาตอยู่ และไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือ การเข้าร่วมพิธีสารครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ไทยต้องลดระดับการกำกับดูแลภาคการเงิน แต่เป็นการใช้กรอบอาเซียนเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจบริการทางการเงิน สามารถขยายการค้าและการลงทุนไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นได้สะดวกขึ้น ภายใต้กติกาที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานร่วมกัน

พิธีสารดังกล่าวมีการลงนามโดยประเทศไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2565 และเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้ลงนามครบถ้วน โดยประเทศสมาชิกจะต้องดำเนินกระบวนการภายในของแต่ละประเทศเพื่อให้สัตยาบันหรือยอมรับพิธีสาร ก่อนให้สิทธิและพันธกรณีมีผลผูกพัน

สำหรับประเทศไทย เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการจัดทำสัตยาบันสารและส่งมอบแก่สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อแสดงเจตนาให้ประเทศไทยมีผลผูกพันตามพิธีสารต่อไป

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความตกลงดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางของ OECD ในการลดข้อจำกัดต่อการให้บริการทางการเงินระหว่างประเทศและส่งเสริมการเข้าถึงตลาดของผู้ให้บริการจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนความคืบหน้าของประเทศไทยในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD

“การดำเนินการครั้งนี้เป็นการเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจการเงินของไทยเข้าถึงตลาดอาเซียนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงรักษาระดับการกำกับดูแลและเงื่อนไขตามกฎหมายภายในของไทยไว้ ไม่ได้เป็นการเปิดเสรีเกินกว่าที่ประเทศไทยอนุญาตอยู่ในปัจจุบัน” นางสาวลลิดา กล่าว