IN NEWS
รัฐฯดัน'บ้านมั่นคงชายแดน'ดีเดย์ปี2570 นำร่อง5จังหวัดปรับที่ดิน/เยียวยาทหาร
กรุงเทพฯ-รัฐบาลดันโครงการ "บ้านมั่นคงชายแดน" ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด ปรับที่ดินความมั่นคงสร้างบ้าน-เยียวยาทหารบาดเจ็บครบวงจร
วันนี้ (19 ก.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ชายแดน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำแผนบูรณาการความมั่นคงแบบองค์รวม มีเป้าหมายระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2574 ซึ่งในปี 2570 จะดำเนินการนำร่องใน 5 จังหวัด 21 ชุมชน ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ความยากจน และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่
ทั้งนี้ ในการดำเนินงานจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักในพื้นที่จังหวัดชายแดน โดยเตรียมพิจารณานำที่ดินในกำกับดูแลของฝ่ายความมั่นคง มาใช้ประโยชน์ ด้วยการจัดสรรและพัฒนาเป็นโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. มาร่วมวางผังและให้หน่วยทหารร่วมลงแรงพัฒนา ก่อสร้าง ปรับปรุงบ้านเรือน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน และเปลี่ยนแนวกันชนให้เป็นชุมชนเข้มแข็งให้ครบทั้ง752 ชุมชน ใน 26 จังหวัดชายแดน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังบูรณาการฐานข้อมูลกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เพื่อจัดทำแพ็กเกจช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารพรานยากจนรายครัวเรือน ทั้งการปรับปรุงบ้านพักอาศัย การสนับสนุนทุนประกอบอาชีพแก่คู่สมรส และการจัดสวัสดิการสุขภาวะ เพื่อคืนเกียรติยศและสร้างความมั่นคงให้กลุ่มคนเหล่านี้
ขณะเดียวกันจะมีการฟื้นฟูเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและกลุ่มเปราะบาง ด้วยการนำนวัตกรรมด้านการดูแลคนพิการและการออกแบบสภาพแวดล้อมตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาปรับใช้กับบ้านพักของทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสงคราม พร้อมฟื้นฟูสภาพจิตใจ ฝึกอบรมทักษะอาชีพใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ตลอดจนดูแลผู้สูงอายุติดเตียงและเด็กด้อยโอกาสในชุมชนชายแดน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงกลาโหม จะเร่งจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อสรุปแผนงาน กรอบงบประมาณ แนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน และพื้นที่นำร่องให้ชัดเจน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อความมั่นคง และเดินหน้าตามความร่วมมือของทั้ง 2 กระทรวงในทันที
ด้านนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า การประชุมหารือครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง "ฝ่ายพัฒนาสังคม" โดยกระทรวง พม. และ "ฝ่ายความมั่นคง" โดยกระทรวง กห. โดยมุ่งเน้นการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายหลัก 3 กลุ่มอย่างตรงจุดในพื้นที่ชายแดน ดังนี้
1. ประชาชนและชุมชนตามแนวชายแดนใน 26 จังหวัด 752 ชุมชน/หมู่บ้าน 259,037 ครัวเรือน โดยสร้าง “ชุมชนชายแดนเข้มแข็ง” พร้อมความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเปลี่ยนแนวกันชนให้เป็นชุมชนเข้มแข็ง , ยกระดับยุทธศาสตร์การป้องกันชายแดนเชิงรุก ผ่านแนวคิด “ชุมชนชายแดนเข้มแข็ง” ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหลัง มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีอาชีพที่ยั่งยืน ถือเป็นกลไกเฝ้าระวังและรักษาอธิปไตยที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และ ปลดล็อกการใช้ที่ดินความมั่นคง โดยทั้งสองหน่วยงานร่วมพิจารณาแนวทางบูรณาการการใช้ประโยชน์ที่ดินในกำกับดูแลของฝ่ายความมั่นคง เพื่อนำมาจัดสรรและพัฒนาเป็นโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” โดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จะเข้ามาร่วมวางผังและสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน และหน่วยทหารร่วมลงแรงพัฒนา ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) และ กรมการทหารช่าง ร่วมกับกิจการพลเรือน ลงพื้นที่สนับสนุนเครื่องจักร วัสดุ และกำลังพลในการก่อสร้าง ปรับปรุงบ้านเรือน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน
2. ครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารพรานยากจน ด้วยการดูแลสิทธิประโยชน์ คืนเกียรติยศและสวัสดิการแก่กำลังพลผู้ปิดทองหลังพระ โดย 2.1 การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างแท้จริง ซึ่งกระทรวง พม. และ กห. เล็งเห็นถึงความเสียสละของนักรบชุดดำ (ทหารพราน) และทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการแล้ว ซึ่งครอบครัวจำนวนมากยังประสบปัญหาความยากจนและไม่มีบ้านเป็นของตนเอง และ 2.2 แพ็กเกจดูแลเฉพาะกลุ่ม ด้วยการบูรณาการฐานข้อมูลเพื่อสำรวจและส่งมอบความช่วยเหลือรายครัวเรือน ทั้งการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านที่ทรุดโทรม การส่งเสริมทุนประกอบอาชีพสำหรับคู่สมรส และสวัสดิการ สุขภาพองค์รวม เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียสละสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี
3. ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสงครามและกลุ่มเปราะบาง โดย 3.1 ระบบฟื้นฟูเยียวยาแบบไร้รอยต่อ ด้วยการ กำหนดแนวทางดูแลทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือสูญเสียอวัยวะจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ โดยกระทรวง พม. จะนำนวัตกรรมและบริการด้านคนพิการเข้ามาเสริม ทั้งกายอุปกรณ์ การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้รองรับ Universal Design (อารยสถาปัตย์) และการฟื้นฟูสภาพจิตใจ และ 3.2 ส่งเสริมอาชีพใหม่รองรับการใช้ชีวิต ด้วยการเปิดช่องทางฝึกอบรมทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เพื่อให้สามารถกลับมาสร้างรายได้และเป็นเสาหลักให้แก่ครอบครัวได้อีกครั้ง ควบคู่กับการดูแลกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ในพื้นที่ติดชายแดน เช่น ผู้สูงอายุติดเตียง และเด็กด้อยโอกาส
ทั้งนี้ มีเป้าหมายระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2574 โดยได้กำหนดกิจกรรมสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนการเตรียมความพร้อมชุมชนและการพัฒนายกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง , การอุดหนุนที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภคพื้นที่ความมั่นคงพื้นที่ปลอดภัยและการจัดการทรัพยากรข้ามแดน , การบริหารจัดการ โดยสำหรับในปี 2570 จะดำเนินการนำร่องใน 5 จังหวัด 21 ชุมชน/หมู่บ้าน 4,563 ครัวเรือน ประกอบด้วย จังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีบุรีรัมย์ และศรีสะเกษ
“หลังจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะมีมติร่วมกันในการเร่งจัดตั้ง คณะทำงานร่วม (Joint Working Group) เพื่อกำหนดแผนงาน กรอบงบประมาณ และพื้นที่นำร่องให้ชัดเจน โดยจะรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการบูรณาการดังกล่าว เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ในการอนุมัติกรอบความร่วมมือ การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อความมั่นคง และการจัดสรรงบประมาณบูรณาการข้ามกระทรวง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบาย “ความมั่นคงทางทหารเคียงคู่ความมั่นคงของมนุษย์” เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป” นายนิกร กล่าวท้าย
