BANGKOK
กทม.ชวนปิดหน้าจอคืนเวลาธรรมชาติ เปิดพื้นที่ให้เด็กได้ลอง–ผิด–เรียนรู้
กรุงเทพฯ-กทม.ชวน “ถอดปลั๊กหน้าจอ คืนเวลาธรรมชาติ” เปิดพื้นที่ให้เด็กได้ลอง–ผิด–เรียนรู้ ย้ำ “Human Connection” สำคัญต่อการเติบโต
(19 ก.ย. 69) เวลา 17.00 น. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมพิธีเปิดและเวทีเสวนาโครงการ CHULA Let's Play ตอน “อุทยานฯ การเล่น” (CHULA Let's Play: The Play Park Fest) ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก และภาคีเครือข่ายสุขภาวะ เพื่อส่งเสริมการเล่นอิสระ (Free Play) และพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว

ภายในงานจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ถอดปลั๊กหน้าจอ คืนเวลาธรรมชาติ: รวมพลังขับเคลื่อน ‘เมืองแห่งการเล่น’ เพื่อสุขภาวะเด็กไทย” โดยมี รศ.ดร.ชัยพัฒน์ หล่อศิริรัตน์ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และนางสาวพรมณี พุ่มอิ่ม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านครอบครัว ผู้แทนกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง
นายศานนท์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากผู้เกี่ยวข้องด้านการพัฒนาเด็ก คือ เด็กต้องการโอกาส โดยเฉพาะโอกาสที่จะได้ลอง ได้ผิดพลาด ได้เรียนรู้ และมีคนคอยอยู่เคียงข้างเมื่อเกิดความผิดพลาด การเล่นอิสระจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่เปิดให้เด็กได้ค้นหาตัวเองผ่านประสบการณ์จริง ในบางครั้งความหวังดีของผู้ใหญ่ อาจกลายเป็นการจัดทุกอย่างไว้ให้เด็กจนไม่มีโอกาสได้ทดลองด้วยตัวเอง ขณะที่หน้าจอสามารถมอบความสนุกและกระตุ้นอารมณ์ให้เด็กได้ทันที แต่การเล่นอิสระเปิดพื้นที่ให้เด็ก “ลองผิดลองถูก” ได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และพัฒนาทักษะในการจัดการกับปัญหา
ในยุคที่เทคโนโลยีและ AI สามารถคิดและทำสิ่งต่าง ๆ แทนมนุษย์ได้มากขึ้น สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ยังคงเชื่อมโยงกันได้คือ “Human Connection” หรือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญในการสร้างรากฐานทางอารมณ์ สังคม และความสัมพันธ์กับคนรอบตัว โดยเฉพาะในช่วงวัยปฐมวัย เพราะไม่ได้สำคัญแค่ตัวเด็กที่จะสร้างรากฐานความเป็นมนุษย์ให้เขา แต่ยังสัมพันธ์กับครอบครัวด้วย ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ ครู และเพื่อน เป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโต การสร้าง Human Connection สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการ “ไม่มีจอ” และการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ทดลอง ได้เล่น ได้เรียนรู้ โดยผู้ใหญ่ทำหน้าที่อยู่ข้าง ๆ คอยรับฟังและเข้าใจ มากกว่าการกำหนดทุกอย่างให้เด็ก
สำหรับกรุงเทพมหานคร ได้ให้ความสำคัญกับการนำ “การเล่น” มาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ทั้งในโรงเรียนและพื้นที่สาธารณะ โดยส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรให้มีความเข้าใจเรื่อง Play Worker สามารถออกแบบและจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กเล่นได้ แม้ในพื้นที่ขนาดจำกัด เช่น ทางเดิน บันได ผนัง หรือลานอเนกประสงค์ ขณะเดียวกัน กทม. มีแนวทางขยายกิจกรรม Play Day ในสวนสาธารณะและพื้นที่ใกล้ชุมชน เพื่อให้เด็กและครอบครัวเข้าถึงพื้นที่เล่นได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล พร้อมสร้างเครือข่าย Play Worker ในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
สำหรับโครงการ CHULA Let's Play ตอน “อุทยานฯ การเล่น” จัดกิจกรรมตั้งแต่เวลา 11.00–20.00 น. ประกอบด้วย ลานเล่นอิสระประมาณ 30 ฐานกิจกรรม จากเครือข่ายต่าง ๆ และกิจกรรม–เวิร์กช็อปอีก 6–10 กิจกรรม ภายในงานแบ่งพื้นที่การเรียนรู้และการเล่นหลากหลายรูปแบบ อาทิ โซนวัสดุธรรมชาติและ Loose Parts ที่เปิดให้เด็กนำดิน ทราย ใบไม้ กิ่งไม้ เชือก และวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์การเล่น, โซนผจญภัยและท้าทาย (Adventure & Sensory Play), โซนสร้างสรรค์และบทบาทสมมติ (Imaginative Play) ตลอดจนกิจกรรมศิลปะและธรรมชาติ เวิร์กช็อปภูมิปัญญาชุมชน พื้นที่ Family Bonding Zone การละเล่นพื้นบ้านไทย เช่น ม้าก้านกล้วย เดินกะลา ดีดมะขาม และวิ่งเปี้ยว รวมถึงดนตรีและการแสดงบนเวที
ทั้งนี้ โครงการมุ่งพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้และการเล่นที่มีชีวิต” (Living Play Space) ส่งเสริมให้เด็กได้ลดเวลาหน้าจอ กลับมาใช้เวลากับธรรมชาติ ได้ลงมือทำและเรียนรู้ด้วยตัวเอง พร้อมสร้างช่วงเวลาแห่งคุณภาพระหว่างเด็ก ผู้ปกครอง และคนในชุมชน สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนา “เมืองที่เป็นมิตรกับครอบครัว (Family-Friendly City)” และการสร้างเมืองแห่งการเล่นที่เด็กทุกคนเข้าถึงได้
