ECON & BIZ
ผู้แทนการค้าไทยถกสมาคมสกอตช์วิสกี้ เชื่อมอุตฯเครื่องดื่มUKสู่SMEsเกษตรกร
กรุงเทพฯ-ผู้แทนการค้าไทยหารือสมาคมสกอตช์วิสกี้ มองโอกาสขยายการค้าไทย–UK เชื่อมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มสู่ SMEs เกษตรกร และภาคท่องเที่ยวไทย
เมื่อเร็วๆนี้ นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ให้การต้อนรับนายมาร์ค เคนท์ (Mr. Mark Kent CMG) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมสกอตช์วิสกี้ (Scotch Whisky Association: SWA) และอดีตเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบหารือ ณ ทำเนียบรัฐบาล
เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสขยายการค้าสินค้าเครื่องดื่มระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร รวมถึงแนวทางต่อยอดการค้าที่เพิ่มขึ้นให้สร้างประโยชน์แก่ SMEs เกษตรกร ภาคบริการ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย
การหารือครั้งนี้ครอบคลุมถึงแนวโน้มและโอกาสของอุตสาหกรรมสกอตช์วิสกี้และเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่มีการค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2564–2568 ไทยนำเข้าวิสกี้ รัม จิน และวอดก้าจากสหราชอาณาจักรเฉลี่ยปีละ 89.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นกว่า
ร้อยละ 40 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวทั้งหมดของไทย ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 215.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสูงกว่าการนำเข้าจากสหภาพยุโรป ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 54.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความเชื่อมโยงทางการค้าที่มีอยู่ระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร และโอกาสในการต่อยอดไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย
ในภาพรวม สหราชอาณาจักรยังเป็นผู้ส่งออกสินค้าในกลุ่มวิสกี้ รัม จิน และวอดก้ารายสำคัญของโลก โดยในช่วงปี 2564–2568 มีมูลค่าส่งออกเฉลี่ยปีละ 8,545.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่าการส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมดเฉลี่ย 9,776.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สะท้อนถึงขนาดของอุตสาหกรรมและห่วงโซ่เศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าในกลุ่มดังกล่าว
นายวีระพงษ์กล่าวว่า หากการค้าสินค้าเครื่องดื่มระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรขยายตัวมากขึ้น ประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ควรจำกัดอยู่เพียงมูลค่าการนำเข้าและส่งออก แต่ควรต่อยอดให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบและสินค้าเกี่ยวเนื่อง SMEs ไปจนถึงร้านอาหาร โรงแรม ภาคบริการ และธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าและบริการของไทย และทำให้รายได้จากการค้าและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องหมุนเวียนกลับสู่ผู้ประกอบการและชุมชนในประเทศมากขึ้น
โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มสามารถเชื่อมโยงโดยตรงกับร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจบริการที่รองรับนักท่องเที่ยว การเชื่อมสินค้า วัตถุดิบ และบริการของผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น จึงเป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มการใช้สินค้าและบริการที่จัดหาได้ในประเทศ และเปิดพื้นที่ให้ SMEs ไทยเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้มูลค่าที่เกิดจากการค้าสามารถต่อยอดไปสู่การใช้จ่ายในร้านอาหาร โรงแรม การบริการ และการท่องเที่ยว และกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการและชุมชนไทยได้อีกหลายทอด
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะการทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบและขั้นตอนการนำเข้าเครื่องดื่มของไทยมีความชัดเจนและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้แทนการค้าไทยเน้นย้ำว่า
การส่งเสริมโอกาสทางการค้าจะต้องดำเนินไปอย่างสมดุล ควบคู่กับการดูแลสุขภาพของประชาชนและคำนึงถึงประโยชน์ด้านสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ไทยต้องพิจารณาควบคู่กับประโยชน์จากการขยายการค้าและการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าของประเทศ
ด้านนายมาร์ค เคนท์ แสดงความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาความร่วมมือในด้านที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน พร้อมสนับสนุนการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรต่อไป
