IN NEWS
ก.อุตฯสั่งลุยปราบโรงงานกำจัดกากอุตฯ ตรวจ4วัน337แห่งพบฝ่าฝืน-ไร้มาตรฐาน
กรุงเทพฯ-รัฐบาลเดินหน้าปราบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ตรวจเข้ม 4 วัน 337 แห่ง พบฝ่าฝืนเงื่อนไข-ระบบบำบัดมลพิษไม่ได้มาตรฐาน สั่งใช้กฎหมายเด็ดขาด ตั้งเป้าตรวจ 1,500 แห่ง เตรียมรายงานผล 11 พ.ย. นี้ ด้านกระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าจัดระเบียบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เผยผลปฏิบัติการปูพรมตรวจ 5 จังหวัดเป้าหมาย เพียง 4 วัน ตรวจพบกระทำผิดเพียบ
วันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามการประกอบกิจการโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างจริงจัง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการของเสียจากอุตสาหกรรม ล่าสุดตรวจสอบแล้ว 337 แห่ง ภายใน 4 วัน พบโรงงานหลายแห่งฝ่าฝืนกฎหมายและไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการอนุญาต พร้อมสั่งบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
นางสาวลลิดากล่าวว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของผู้บริหารและผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด โดยระหว่างวันที่ 2–5 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ 5 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ตรวจสอบโรงงานแล้ว 337 แห่ง จากเป้าหมายรวม 1,500 แห่ง
ผลการตรวจสอบพบการกระทำผิดสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ การติดตั้งหรือใช้เครื่องจักรไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต การไม่จัดส่งรายงานตามที่กฎหมายกำหนด และการมีระบบบำบัดมลพิษที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 37 และมาตรา 39 ออกคำสั่งให้ระงับการกระทำผิด ปรับปรุงแก้ไข หรือหยุดประกอบกิจการชั่วคราวตามลักษณะความผิด พร้อมบังคับใช้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 52 และมาตรา 54 เพื่อให้มีการจัดการวัตถุอันตรายอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารอันตรายในสิ่งแวดล้อม
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่องให้ครบเป้าหมาย 1,500 แห่ง พร้อมติดตามการแก้ไขของโรงงานที่ได้รับคำสั่งทางปกครองอย่างใกล้ชิด โดยผลการตรวจสอบ การออกคำสั่ง และการดำเนินคดีทั้งหมด จะรวบรวมเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาในระดับชาติต่อไป
“รัฐบาลยืนยันว่าการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมต้องไม่แลกกับความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม โรงงานทุกแห่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายและรับผิดชอบต่อของเสียที่เกิดขึ้น การตรวจสอบครั้งนี้จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ผ่อนปรนต่อผู้กระทำผิด พร้อมติดตามผลจนเกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหากากอุตสาหกรรมสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและชุมชน” นางสาวลลิดากล่าว
อก. ส่งชุด ฉก. ปูพรมตรวจ รง. กากอุตสาหกรรม งัด กม. สั่งฟันเด็ดขาด

ด้านนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม (โรงงานลำดับที่ 105 และ 106) ว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดให้กำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยได้ตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจนำโดย นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยทีมผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่บัญชาการในแต่ละจังหวัด เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย
จากการปูพรมลงพื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบโรงงานไปแล้ว 337 แห่ง จากเป้าหมายทั้งหมด 1,500 แห่ง โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการเข้าตรวจพื้นที่เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบพบว่ามีโรงงานหลายแห่งประกอบกิจการฝ่าฝืนกฎหมายและไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการอนุญาต โดยพบความผิดหลักใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การติดตั้งหรือใช้เครื่องจักรไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาต 2. การละเว้นไม่ส่งรายงานตามที่กฎหมายกำหนด และ 3. ระบบบำบัดมลพิษไม่ได้มาตรฐาน
"กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที โดยออกคำสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 (มาตรา 37 และ 39) สั่งให้ระงับการกระทำ ปรับปรุงแก้ไข หรือสั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราว รวมถึงบังคับใช้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 (มาตรา 52 และ 54) เพื่อให้จัดการกับวัตถุอันตรายอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม" นายภาสกร กล่าวระบุ
ทางด้าน นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าทีมเฉพาะกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่เพิ่งดำเนินการตรวจสอบไปได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จึงขอเวลาให้ชุดปฏิบัติการได้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1,500 แห่งทั่วประเทศ โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าต่อปลัดกระทรวงฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ข้อมูลผลการตรวจสอบ การออกคำสั่งทางปกครอง และการดำเนินคดีทั้งหมด จะถูกสรุปเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 นี้ ซึ่งมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อกำหนดมาตรการและนโยบายในระดับชาติต่อไป
