IN NEWS
โลกการค้าเปลี่ยน!'ดร.กิริฎา'ชู3ทางรอด การปรับตัวของภาคธุรกิจไทย
กรุงเทพฯ-ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า โลกาภิวัตน์กำลังอ่อนแรง ท่ามกลางการแบ่งขั้วออกเป็นหลายกลุ่มอำนาจ และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น เสนอแนวทาง “Minimize ผลกระทบ–Maximize โอกาส” โดยใช้จุดแข็งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และเครือข่าย FTA ควบคู่กับการกระจายตลาด ยกระดับมาตรฐาน พัฒนาการผลิตที่มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศสูง และใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมย้ำว่า การลงทุนจากต่างประเทศต้องเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจภายในประเทศ ไม่ใช่พิจารณาเพียงวงเงินลงทุน
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ณ ห้อง Blissful อาคาร 10 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยการบรรยายมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ตลอดจนเตรียมความพร้อมแก่ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจในการติดตาม วิเคราะห์ และนำเสนอประเด็นสำคัญจากการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม 2569
ดร.กิริฎา กล่าวว่า “กระแสโลกาภิวัตน์กำลังอ่อนแรง และกติกาการค้าโลกกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่” เนื่องจากการค้าโลกกำลังเผชิญทั้งการแบ่งขั้ว มาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น และการรวมกลุ่มผ่าน
ความตกลงทวิภาคีหรือความตกลงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น รวมถึงการเกิดความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เช่น Future of Investment and Trade (FIT) Partnership ซึ่งมีสิงคโปร์และนิวซีแลนด์เป็นประเทศร่วมก่อตั้ง เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่อง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) เช่น ความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร และความน่าไว้วางใจระหว่างคู่ค้า กำลังมีน้ำหนักมากกว่าการพิจารณาเฉพาะต้นทุนและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ทั้งสหรัฐอเมริกา กลุ่มจีนและพันธมิตร กลุ่มยุโรปและพันธมิตร ตลอดจนกลุ่มประเทศที่พยายามรักษาความสมดุล เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย
และบางประเทศในตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังนำไปสู่การปรับโครงสร้างใน 4 ด้าน ได้แก่ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และระบบการเงินและสกุลเงิน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของห่วงโซ่อุปทานและการตัดสินใจลงทุนในระยะต่อไป
ดร.กิริฎาระบุว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากไทยมีจุดแข็งทั้งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ การดำเนินความสัมพันธ์อย่างสมดุลท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเครือข่าย FTA ที่เชื่อมโยงไทยกับตลาดสำคัญในหลายภูมิภาค อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไทยจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์ “Minimize ผลกระทบ - Maximize โอกาส” ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก กระจายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้า โดยรักษาและขยายตลาดเดิม ควบคู่กับการเจาะตลาดใหม่ เพื่อลดการกระจุกตัวและเพิ่มทางเลือกให้แก่ภาคการผลิต ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ขณะที่จีนเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ไทยจึงควรกระจายการส่งออกเพื่อลดการกระจุกตัวในตลาดสหรัฐอเมริกา และกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาจีนมากเกินไป
ประการที่สอง ขยายและยกระดับเครือข่าย FTA เพื่อเปิดประตูการค้าและกระจายความเสี่ยง ปัจจุบันไทยมีความตกลงการค้าเสรี 14 ฉบับ ครอบคลุมคู่ค้า 18 เขตเศรษฐกิจ คิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของมูลค่าการส่งออกไทย นอกจากนี้ ยังมีความตกลงที่ลงนามแล้วและอยู่ระหว่างการให้สัตยาบันหรือรอมีผลใช้บังคับ ได้แก่ FTA ไทย-EFTA ไทย-ภูฏาน และไทย-ศรีลังกา รวมถึงความตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น FTA ไทย-สหภาพยุโรป ตลอดจน FTA ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อาเซียน-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา
ประการที่สาม พัฒนาฐานการผลิตและดึงดูดการลงทุนคุณภาพ โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่มี Local Content สูง เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ พัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่มมูลค่าในประเทศ เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
ในด้านความเสี่ยง มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกายังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางการค้าหลายรูปแบบ เพื่อเพิ่มอัตราภาษีนำเข้า ซึ่งจะส่งผลต่อ
การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ
สำหรับด้านการลงทุน ภาพรวมการลงทุนภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยการลงทุนภาคเอกชนในปี 2568 ขยายตัว และมีการลงทุนในเครื่องจักรเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกิจการศูนย์ข้อมูลและบริการจัดเก็บข้อมูล อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี การประเมินผลสำเร็จไม่ควรพิจารณาเฉพาะวงเงินที่เข้าสู่ประเทศ แต่ต้องคำนึงถึงการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นเพียงฐานประกอบสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศในระดับจำกัด
ในช่วงท้าย ดร.กิริฎา เสนอแนวทางปรับตัวสำหรับภาคธุรกิจ 3 ด้าน ได้แก่
1. กระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดเดียว ใช้ประโยชน์จาก FTA และขยายตลาดศักยภาพใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และแอฟริกา
2. ยกระดับสู่มาตรฐาน ปรับกระบวนการผลิตเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เพื่อรองรับกติกาและมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น
3. ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุน พัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ดร.กิริฎา ย้ำว่า ในโลกที่การค้า การลงทุน และเทคโนโลยีถูกกำหนดด้วยภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ประเทศไทยต้องบริหารความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสไปพร้อมกัน เนื่องจากการเพิ่มมูลค่าการส่งออกหรือวงเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากการค้าและการลงทุนดังกล่าวไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
การบรรยายครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก และสนับสนุนให้ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจสามารถวิเคราะห์และถ่ายทอดผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้า และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีต่อประเทศไทยได้อย่างรอบด้าน และเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและประชาชน
