IN NEWS
สรุปประเด็นสำคัญผลการประชุมครม.วันนี้ 7เรื่องทั้ง'สร้างบังเกอร์-อ่างเก็บน้ำในอีอีซี'
กรุงเทพฯ-รัฐบาลเห็นชอบร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาค/รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้านบาท ให้ มท. เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย/ครม.เห็นชอบการจัดทำร่างข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมและมรดกแห่งนิวซีแลนด์/ครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคารสนับสนุนบริการ 5 ชั้น เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 8,190 ตารางเมตร โรงพยาบาลปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 1 หลัง/ครม. อนุมัติกรมชลประทานเดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง เพิ่มน้ำต้นทุน 19 ล้าน ลบ.ม. ช่วยเกษตรฤดูฝน 10,000 ไร่ ฤดูแล้ง 3,000 ไร่ พร้อมสนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคพื้นที่ EEC 5 ล้าน ลบ.ม.ต่อปีคาดสร้างผลประโยชน์ด้านเกษตร–อุปโภคบริโภค–ประมง รวม 6,082.6 ล้านบาทตลอดอายุโครงการ/ครม. อนุมัติขยายเวลา–เพิ่มกรอบวงเงินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จ.ระยอง หลังค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สินปรับเพิ่ม กำชับกรมชลประทานเร่งจ่ายค่าทดแทนและเดินหน้าก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกรอบใหม่หวังเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชนและภาคการเกษตรกว่า 30,000 ไร่ พร้อมรองรับการเติบโตของ EEC/ครม. รับทราบผลพิจารณาข้อเสนอ กสม. ชี้ยังไม่มีความจำเป็นแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เหตุไม่ได้ให้อำนาจกำหนดรายละเอียดทรงผมนักเรียน ขณะที่ ศธ. วางแนวนโยบายและแนวปฏิบัติให้สถานศึกษากำหนดได้ตามบริบท ภายใต้กรอบระเบียบที่เหมาะสม ควบคู่การคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก โดยต้องรับฟังนักเรียน–ผู้ปกครอง และไม่ใช้การลงโทษที่กระทบสิทธิในร่างกาย
วันนี้ (18 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ หรือ Permanent Court of Arbitration (PCA) พร้อมอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับ PCA และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ PCA สามารถจัดประชุม การพิจารณาคดี และดำเนินกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า PCA เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ให้บริการด้านอนุญาโตตุลาการและมีบทบาทสำคัญในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นภาคีอนุสัญญาเพื่อการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างสันติ ค.ศ. 1907 โดย PCA ได้เสนอจัดทำความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 2562 เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมของ PCA ในประเทศไทย เช่น การพิจารณาคดี การประชุม และการสัมมนา
สาระสำคัญของร่างความตกลงกำหนดให้ไทยอำนวยความสะดวกแก่ PCA ในการดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ รวมถึงการจัดหาสำนักงาน พื้นที่ประชุม สาธารณูปโภค และบริการที่จำเป็น พร้อมกำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่จำเป็นแก่ PCA เจ้าหน้าที่ ผู้ตัดสิน และผู้เข้าร่วมกระบวนพิจารณา เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ
เอกสิทธิ์และความคุ้มกันดังกล่าวครอบคลุม เช่น ความคุ้มกันต่อทรัพย์สินและเอกสารของ PCA การยกเว้นภาษีและอากรบางประเภทตามกฎหมาย การอำนวยความสะดวกด้านการเข้าเมืองแก่เจ้าหน้าที่และผู้ตัดสิน ตลอดจนความคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ เป็นการให้สิทธิเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจของ PCA และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทย
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่เป็นจุดประสานงานหลักของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา และหน่วยงานด้านภาษีดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรองรับเอกสิทธิ์ด้านภาษีและอากรตามความตกลง
สำหรับการสนับสนุนสถานที่และบริการ สถาบันอนุญาโตตุลาการจะให้การสนับสนุนสำนักงาน ห้องประชุม ห้องพิจารณาคดี และสาธารณูปโภคที่จำเป็นแก่ PCA โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมในระยะเวลารวมไม่เกิน 30 วันสะสมต่อปีงบประมาณ มีประมาณการค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้ ค่าใช้บริการเพิ่มเติม เช่น บริการแปลภาษา หรือบริการบันทึกเสียง จะเป็นความรับผิดชอบของคู่พิพาทหรือ PCA ตามกรณี
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า ร่างความตกลงดังกล่าวเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนลงนามและดำเนินการให้มีผลผูกพัน แต่ไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา.
รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้านบาท ให้ มท. เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา
นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย
งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท
“หัวใจสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” นางสาวลลิดากล่าว
ครม.เห็นชอบการจัดทำร่างข้อตกลงด้านวัฒนธรรมไทย-นิวซีแลนด์
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อการจัดทำร่างข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมและมรดกแห่งนิวซีแลนด์ (ร่างข้อตกลงฯ) โดยหากมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำของร่างความตกลงฯ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญหรือที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ วธ. สามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้ง อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย ในร่างข้อตกลงฯ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การจัดทำข้อตกลงฯ เป็นข้อริเริ่มของฝ่ายไทย ซึ่งมุ่งหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระดับทวิภาคีไทย - นิวซีแลนด์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการเฉลิมฉลองวาระการครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - นิวซีแลนด์ ในปี พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ ร่างข้อตกลงฯ จะเสริมสร้างและพัฒนาความร่วมมือในด้านศิลปะ วัฒนธรรมระหว่างไทยและนิวซีแลนด์บนพื้นฐานของการต่างตอบแทนและผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ต่อไปในอนาคต
ครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินก่อสร้างอาคารสนับสนุนบริการ5 รพ.ปัตตานี
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่ออีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพัน ข้ามปีงบประมาณ รายการอาคารสนับสนุนบริการ 5 ชั้น เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 8,190 ตารางเมตร (ปรับราคา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โรงพยาบาลปัตตานี ตำบลสะบารังอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 1 หลัง จากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติ จำนวน 155,333,010 บาท เป็นวงเงิน 162,700,000 บาท และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - พ.ศ. 2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - พ.ศ. 2571 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ทั้งนี้ ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับมติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) และให้ สธ. (สป.สธ.) รับความเห็นของ มท. และ สศช. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (15 ตุลาคม 2567) อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งรวมถึงรายการอาคารสนับสนุนบริการ 5 ชั้น เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 8,190 ตารางเมตร (ปรับราคา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โรงพยาบาลปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 1 หลัง (อาคารสนับสนุนบริการโรงพยาบาลปัตตานีฯ) โดยมีวงเงินภาระผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2569 (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) รวมทั้งสิ้น 155.30 ล้านบาท ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติรายการดังกล่าว สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของงานฐานรากเสาเข็มเจาะระบบเปียกจากความยาว 21 เมตร เป็น 35 เมตร และระบบลิฟต์โดยสารเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้มารับบริการในโรงพยาบาล ทำให้วงเงินค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 162.70 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ข้างต้น จำนวน 7.40 ล้านบาท
ทั้งนี้ สำนักงบประมาณ เห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติให้ สธ. โดย สป.สธ. เพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการอาคารสนับสนุนบริการโรงพยาบาลปัตตานีฯ เป็นวงเงิน 162.70 ล้านบาท และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2569 เป็นปีงบประมาณ 2568 – 2571
ครม.อนุมัติกรมชลประทานเดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิงน้ำหนุนพื้นที่ EEC
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2575 กรอบวงเงิน 2,854.74 ล้านบาท เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนและเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชนและภาคการเกษตร รวมถึงรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
โครงการจะเพิ่มความสามารถในการ เก็บกักน้ำต้นทุนประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่รับประโยชน์ด้านการเกษตรในฤดูฝนประมาณ 10,000 ไร่ และฤดูแล้งประมาณ 3,000 ไร่ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้เกษตรกร มีน้ำสำหรับการเพาะปลูก และช่วยให้สามารถวางแผนการผลิตได้สอดคล้องกับปริมาณน้ำในแต่ละฤดูกาล
ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนน้ำสำหรับ การอุปโภคบริโภคในพื้นที่ EEC จังหวัดฉะเชิงเทรา ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมถึงสนับสนุนการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศในการเสริมศักยภาพการผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำบางปะกง
โครงการยังมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตในพื้นที่ในระยะยาว โดยตลอดอายุโครงการ 50 ปี คาดว่าจะเกิดผลประโยชน์ด้านการเกษตรประมาณ 4,048.6 ล้านบาท ด้านการอุปโภคบริโภคประมาณ 1,892.5 ล้านบาท และด้านการประมงและจับสัตว์น้ำประมาณ 141.5 ล้านบาท รวมเป็นผลประโยชน์ประมาณ 6,082.6 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ
ผลประโยชน์ดังกล่าวสะท้อนการใช้แหล่งน้ำอย่างครบมิติ ตั้งแต่การสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำสำหรับประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมด้านประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีเป้าหมายให้การเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนเกิดประโยชน์ต่อพื้นที่อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ครม. อนุมัติขยายเวลา-เพิ่มกรอบวงเงินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จ.ระยอง
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการและกรอบวงเงินงบประมาณโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จังหวัดระยอง ตามที่เสนอ โดยขยายระยะเวลาจากเดิม 4 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2565–2568 เป็น 6 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2565–2570 และเพิ่มกรอบวงเงินจาก 3,561.62 ล้านบาท เป็น 4,291.62 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 730 ล้านบาท
สำหรับสาเหตุของการขยายระยะเวลาและกรอบวงเงิน เนื่องจากคณะกรรมการกำหนดราคาค่าทดแทนทรัพย์สินเพื่อการชลประทานได้ปรับเพิ่มอัตราค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สินให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและอัตราราคาตลาด ส่งผลให้กรอบวงเงินเดิมไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงาน และยังไม่สามารถจ่ายค่าทดแทนให้ผู้ได้รับผลกระทบได้ทั้งหมด ทำให้กรมชลประทานยังไม่สามารถเข้าใช้พื้นที่บางส่วนเพื่อดำเนินการก่อสร้างได้
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้เป็นโครงการสำคัญในการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนของจังหวัดระยอง โดยมีความจุประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับพื้นที่ชลประทานประมาณ 30,000 ไร่ ในพื้นที่อำเภอเขาชะเมา มีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 1,500 ครัวเรือน และยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเขาชะเมาและอำเภอแกลง รวมถึงเป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและภาคการเกษตร ตลอดจนเป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายหลังได้รับอนุมัติกรอบระยะเวลาและวงเงินใหม่ กรมชลประทานได้วางแผนเร่งรัดการดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำและนำมาใช้ประโยชน์ได้ตามเป้าหมาย โดยจะเร่งดำเนินการจ่ายค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ควบคู่กับการเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนและอาคารประกอบ
ครม. รับทราบผลพิจารณาข้อเสนอ กสม. ชี้ยังไม่มีความจำเป็นแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อไปว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะ เรื่อง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของเด็ก กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดและบังคับใช้กฎเรื่องทรงผมนักเรียน โดยผลการพิจารณามีสาระสำคัญว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดเรื่องทรงผมนักเรียนโดยเฉพาะ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เหตุผลสำคัญคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มีวัตถุประสงค์หลักในการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติของเด็ก รวมถึงคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของเด็ก ขณะที่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดแบบหรือรายละเอียดเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนโดยตรง จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เพื่อบัญญัติเรื่องทรงผมโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม การที่ไม่แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ไม่ได้หมายความว่าเรื่องทรงผมนักเรียนจะไม่มีกรอบหรือปล่อยให้เป็นไปตามอำเภอใจ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการยังสามารถกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติภายใต้อำนาจตามกฎหมายด้านการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษานำไปกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแห่งได้
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนเดิม และกำหนดแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนและนักศึกษาของสถานศึกษา โดยให้การกำหนดแนวปฏิบัติเป็นไปตามบริบทและความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษาโดยต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน
สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติ รายงานให้คำนึงถึงความหลากหลายของระบบ รูปแบบ และวิธีการจัดการศึกษา รวมถึงความแตกต่างของกลุ่มเป้าหมายและบริบทของแต่ละสถานศึกษา เพื่อให้กฎหรือแนวปฏิบัติที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสมกับสถานการณ์และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม
ขณะเดียวกัน สถานศึกษาไม่ควรกำหนดแนวปฏิบัติเรื่องทรงผมโดยตัดสินใจฝ่ายเดียว แต่ควรรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ก่อนกำหนดหรือประกาศใช้ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจและความชัดเจนในการปฏิบัติ เพื่อให้กติกาที่กำหนดขึ้นสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและได้รับการมีส่วนร่วมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ หากนักเรียนหรือนักศึกษาไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับของสถานศึกษา การดำเนินการทางวินัยยังสามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดได้ แต่ต้องไม่ดำเนินการในลักษณะที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของนักเรียน โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ผลการพิจารณาครั้งนี้จึงทำให้เกิดความชัดเจนว่า การคุ้มครองสิทธิเด็กไม่ได้หมายถึงการยกเลิกกรอบหรือระเบียบของสถานศึกษา แต่เป็นการกำหนดกติกาที่เหมาะสม มีเหตุผล และสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการยังมีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติรองรับ ขณะเดียวกันสถานศึกษาต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กเป็นสำคัญ
“เรื่องทรงผมนักเรียนจึงไม่ใช่การปล่อยให้เด็กทำตามอำเภอใจ และไม่ใช่การกำหนดกฎแบบเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นการวางกรอบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนและผู้ปกครอง ที่สำคัญคือ การรักษาระเบียบต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของเด็ก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้การดำเนินการเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนเป็นไปตามกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านการศึกษาอย่างเหมาะสมกับแต่ละสถานศึกษา พร้อมยึดหลักการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนควบคู่กันไป
