LEARNING
โรชไทยแลนด์ร่วมสธ.ผลักดันแนวคิด 'Health-to-Wealth'ลงทุนด้านสุขภาพ
กรุงเทพฯ 6 พฤศจิกายน 2569 - บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมเวชภัณฑ์และการตรวจวินิจฉัยระดับโลก ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้กรอบความร่วมมือ Strategic Healthcare Innovation Partnership เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมทางการแพทย์ในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมุ่งเปลี่ยนผ่านมุมมองต่อระบบสุขภาพ จากเดิมที่มองเป็น “ภาระค่าใช้จ่าย” สู่ “การลงทุนด้านสุขภาพเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” หรือ “Health-to-Wealth”
1. ส่งเสริมการเข้าถึงยานวัตกรรมโรคมะเร็ง
เพื่อตอบสนองต่อภาระโรคร้ายแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะ มะเร็งตับ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในเพศชาย และ มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในเพศหญิง การร่วมมือดังกล่าวมุ่งหวังให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงยานวัตกรรมรักษาตรงจุดสำหรับมะเร็งตับ และยานวัตกรรมรักษาตรงจุดสำหรับมะเร็งเต้านม HER2-positive ได้อย่างรวดเร็วและเท่าเทียม ลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และรักษาแรงงานสำคัญของประเทศ
2.ส่งเสริมการวิจัยนวัตกรรมและการทดสอบทางคลินิก แผนความร่วมมือดังกล่าวได้กำหนดเป้าหมายการลงทุนวิจัยทางคลินิกโดยตรงต่อเนื่องอีก 1,500 ล้านบาท ระหว่างปี 2570 ถึง 2572 เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ประเทศ ซึ่งเป็นการสานต่อความสำเร็จจากที่ โรช ไทยแลนด์ ได้ทุ่มงบวิจัยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไปแล้วกว่า 2,300 ล้านบาท ผ่านโครงการวิจัยทางคลินิก 35 โครงการ ใน 26 โรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ ครอบคลุมผู้ป่วยไทย 475 ราย ในบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ โรช ทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมพัฒนาการวิจัยทางคลินิกโดยนำเสนองบประมาณและแนวทางการวิจัยระดับสากลสู่ไทย ขยายขอบเขตการรักษานอกเหนือจากโรคมะเร็งและโรคระบบเลือด ไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีภาระทางสังคมสูง ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ตลอดจนนวัตกรรมการรักษาขั้นสูง เช่น ยีนบำบัด
เพื่อสร้างศักยภาพการวิจัยในระยะยาว ความร่วมมือนี้มุ่งขยายขีดความสามารถของศูนย์วิจัยระยะเริ่มต้นและการวิจัยในมนุษย์ครั้งแรกชในโรงเรียนแพทย์ชั้นนำพร้อมทั้งผนึกกำลังกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อยกระดับศูนย์วิจัยทางคลินิกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและกรมการแพทย์ จาก 10 แห่ง เป็น 30 แห่งทั่วประเทศ และร่วมจัดตั้ง Thailand Performance Data Dashboard เพื่อแสดงศักยภาพและฐานข้อมูลผู้ป่วยของไทยอย่างรวมศูนย์ ดึงดูดเม็ดเงินวิจัยระดับโลกเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง
หลักฐานเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข
ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนในกองทุนยามะเร็ง: รายงานเรื่อง "โครงการการวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นจากการลงทุนด้านสุขภาพต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ" โดย มูลนิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ยืนยันว่า การจัดตั้งกองทุนยามะเร็ง (Cancer Drugs Fund: CDF) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยานวัตกรรมให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นให้ผลตอบแทนทางสังคม เท่ากับ 1.21 เท่า [1]
หมายความว่า ทุกๆ การลงทุน 1 บาท ในกองทุนยามะเร็ง จะสร้างมูลค่าผลประโยชน์คืนกลับสู่สังคมไทย 1.21 บาท โดยวัดจากความคุ้มค่าในการคืนปีชีวิตที่มีสุขภาพดีให้แก่ประชาชน (ลดการสูญเสีย DALYs ได้เฉลี่ย 16.95 ปี ต่อประชากร 1 แสนคน) ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาของกลุ่มผู้ป่วยเปราะบาง
คุณค่านวัตกรรมรักษามะเร็งเต้านมต่อเศรษฐกิจไทย: รายงานจากสถาบันวิจัย WifOR ระบุว่า โรคมะเร็งเต้านมชนิด HER2-positive สร้างภาระความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศไทยสูงถึง 8.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.12 แสนล้านบาท) ในช่วงปี พ.ศ. 2560 - 2570 จากการสูญเสียปีชีวิตที่มีสุขภาพดีของประชากรกว่า 5.4 แสนปี [2]
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้าถึงยานวัตกรรมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถฟื้นฟูมูลค่าทางเศรษฐกิจและคืนปีชีวิตที่มีคุณภาพให้ผู้ป่วยไทยรวมกว่า 1,697 ปี คิดเป็นมูลค่าการขับเคลื่อน GDP สะสมให้ประเทศกว่า 25.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 900 ล้านบาท) โดยกว่า 63% [2] ของมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างคืนมานี้ เกิดจากการได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยวัยทำงานสามารถกลับไปดำเนินชีวิตและสร้างรายได้ขับเคลื่อนประเทศได้ตามปกติ
ทั้งนี้ พิธีประกาศความร่วมมือดังกล่าวได้รับเกียรติจาก นายเฟลิกซ์ วานเนอร์ รองหัวหน้าฝ่ายการเมืองและเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานกิตติมศักดิ์ ในครั้งนี้
