TECH & AI
การ์ทเนอร์เปิด10เทรนด์เทคโนโลยีปี70 องค์กรต้องเร่งสำรวจและปรับใช้งาน
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย 6 พฤศจิกายน 2569 - การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ประกาศ 10 แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่องค์กรธุรกิจควรเร่งสำรวจและปรับใช้ในปีหน้า (พ.ศ. 2570)
ยีน อัลวาเรซ (Gene Alvarez) รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า "อุปสรรคสำคัญวันนี้คือ ระบบ AI ทำงานอยู่บนโครงสร้างของสถาปัตยกรรมที่ไร้กรอบการกำกับดูแล สามารถสร้างซอฟต์แวร์ได้เร็วกว่าที่มนุษย์จะตรวจสอบได้ทัน ทำให้เกิดเส้นทางเข้าถึงระบบที่ไม่มีใครควบคุม และทำให้กระบวนการทำงานต้องพึ่งพาและผูกขาดกับผู้ให้บริการรายเดียวแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อระบบโดยรวม องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้เฝ้าดูขีดความสามารถของโมเดล มาเป็นผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างจริงจัง เพื่อกำหนดขอบเขตระหว่างองค์กร มนุษย์ และเครื่องจักร"
10 แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ปี พ.ศ. 2570 ประกอบด้วย
1.Large Quantitative Models (โมเดลคำนวณข้อมูลเชิงปริมาณขนาดใหญ่)
การนำโมเดลภาษาทั่วไปมาประมวลผลตัวเลขมักเสี่ยงเกิดข้อผิดพลาดและไม่เป็นไปตามข้อปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพราะโมเดลเหล่านี้ใช้การคาดเดาตามความน่าจะเป็น ดังนั้นการหันมาใช้ Large Quantitative Models (หรือ LQMs) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมโครงข่ายประสาทเทียมแบบไฮบริดและแยกเป็นโมดูลที่ออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยเฉพาะ จะเปลี่ยนการตัดสินใจจากการตามแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุไปสู่การจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าแทน
อัลวาเรซ กล่าวเสริมว่า "แนวทางนี้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้องค์กรต่าง ๆ ใช้ระบบพยากรณ์อัตโนมัติในอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบเข้มงวด เช่น การเงินและการดูแลสุขภาพได้อย่างปลอดภัย”
-rs.jpg)
2.Speech Reasoning Models (โมเดลการคิดวิเคราะห์ด้วยเสียง)
โมเดลการคิดวิเคราะห์ด้วยเสียง หรือ Speech Reasoning Models คือระบบ Voice AI ที่สามารถประมวลผลและคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลได้โดยตรงจากไฟล์เสียง สามารถติดตามบริบทและเจตนาของผู้ใช้ตลอดการสนทนาเพื่อตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่าควรจะทำอย่างไรในขั้นถัดไป
“เสียงยังเป็นช่องทางที่องค์กรมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากที่สุด อย่างไรก็ตามแม้จะใช้ระบบอัตโนมัติดูแลลูกค้ามากว่าหนึ่งทศวรรษ ก็ยังไม่ได้ทั้งความแม่นยำ ความเร็ว และอัตราการแก้ปัญหาให้กับลูกค้าที่องค์กรต้องการ โมเดล Speech Reasoning จะเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ในวงกว้าง ทำให้การสนทนาที่ซับซ้อนและต้องใช้วิจารณญาณสามารถทำงานอัตโนมัติได้จริง” อัลวาเรซ ระบุ
3. World Models (โมเดลจำลองโลก)
โมเดลจำลองโลก หรือ World Models ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเน้นกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์เป็นหลัก ช่วยให้เครื่องจักรสามารถเข้าใจมิติของพื้นที่ เวลา และความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล โดยเทคโนโลยีนี้ช่วยให้ AI Agent สามารถจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า คาดการณ์ผลลัพธ์ และเข้าใจผลจากการกระทำก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งได้รับแรงหนุนมาจากการลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มหุ่นยนต์ (Robotics), ยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles) และการประมวลผลเชิงพื้นที่ (Spatial Computing)
4. AI Context Platforms (แพลตฟอร์มบริบท AI)
แพลตฟอร์มบริบท AI หรือ AI Context Platforms ทำหน้าที่ป้อนความรู้เชิงบริบทที่จำเป็นให้แก่ AI Agent เพื่อนำไปตีความข้อมูลขาเข้า ตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ
"หากปราศจากชั้นบริบทในการตีความเฉพาะ (Dedicated Context Layer) องค์กรจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงรุนแรงด้านการปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็น AI Agent ที่ได้รับสิทธิ์เกินจำเป็น การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ล้มเหลว ความเชื่อมั่นที่ต่ำ และการสิ้นเปลือง Token โดยไม่จำเป็น" อัลวาเรซ กล่าว
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการใส่ความหมายกับข้อมูลที่ป้อนใช้กับ AI จะเพิ่มความแม่นยำของ Agentic AI ได้สูงสุด 80% และลดต้นทุนได้สูงสุด 60%
5. Agent Coding Harness (ระบบควบคุมการเขียนโค้ดของ AI Agent)
ระบบควบคุมการเขียนโค้ดของ AI Agent หรือ Agent Coding Harness คือระบบควบคุมแบบลูปปิดที่ทำหน้าที่กำกับดูแลพฤติกรรมของนักพัฒนาแบบอัตโนมัติในวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ หากไม่มีระบบควบคุมนี้ นักพัฒนาจะต้องเสียเวลาตรวจสอบผลงานของเครื่องจักรด้วยตนเอง เกิดภาวะที่งานกำกับดูแลกลับกลายมาเป็นภาระหนัก ที่เรียกว่า Governance Inversion และกลบประโยชน์ด้าน productivity ที่ควรได้รับไปทั้งหมด
-rs.jpg)
6. AI Agent Identity (อัตลักษณ์ของ AI Agent)
เนื่องจาก AI Agent ทำงานได้เองและดำเนินการแทนมนุษย์หลายราย จึงเผยให้เห็นช่องโหว่ร้ายแรงของระบบเดิมที่ไม่สามารถให้สิทธิ์เข้าถึงได้ทันในเวลาที่ต้องการ (Just-in-Time) ได้ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2571 เหตุละเมิดความปลอดภัยองค์กรถึง 25% จะมีต้นตอมาจากการใช้ AI ในทางที่ผิด อันเนื่องมาจากสิทธิ์การใช้งานในเครื่องที่ไม่ได้รับการจัดการ และใช้แนวทางการจัดการข้อมูลประจำตัวแบบเดิม ๆ
"การใช้ระบบควบคุมอัตลักษณ์แบบไดนามิกจะช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจากการใช้ Credential แบบคงที่ที่มีความเสี่ยงสูง มาเป็นการเข้าถึงที่ควบคุมด้วยนโยบายและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ระบบการจัดการ AI Agent Identity จะเชื่อมต่อกับโมเดลคำสั่ง (Prompts) และสิทธิ์การเข้าถึงร่วมกับการกระทำของ Agent สร้างความไว้วางใจและมีความรับผิดชอบได้" อัลวาเรซ กล่าว
7. Autonomous Exposure Remediation (ระบบแก้ไขช่องโหว่อัตโนมัติ)
ระบบแก้ไขช่องโหว่อัตโนมัติ หรือ Autonomous Exposure Remediation (หรือ AER) คือชุดความสามารถแบบบูรณาการที่รวมเอาเทคนิค AI และระบบอัตโนมัติเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อค้นหา จัดลำดับความสำคัญ และแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทั่วทั้งสินทรัพย์ดิจิทัลขององค์กร โดยระบบนี้จะทำการทดสอบและติดตั้งการอัปเดตแพตช์ (Patch) หรือแพตช์เสมือน (Virtual Patch) ลงในสภาพแวดล้อมการผลิตโดยอัตโนมัติ
8. Sovereign Tech (อธิปไตยเทคโนโลยี)
อธิปไตยเทคโนโลยี หรือ Sovereign Tech (SovTech) หมายถึงฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และโมเดล AI ที่ออกแบบทั้งในทางเทคนิคและทางกฎหมาย เพื่อให้องค์กรมีหนทางที่ทำได้จริงในการเลิกพึ่งพาผู้ให้บริการรายหลัก เทคโนโลยีเหล่านี้พร้อมใช้งานตลอดเวลา ป้องกันการผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดียว (Vendor Lock-in) และรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงานได้อย่างสมบูรณ์
การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 มากกว่า 75% ขององค์กรที่อยู่นอกสหรัฐอเมริกา จะปรับใช้ยุทธศาสตร์อธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) โดยย้ายการประมวลผลงานสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการผูกขาดจากผู้ให้บริการ
9. Disposable Applications (แอปพลิเคชันแบบใช้แล้วทิ้ง)
แอปพลิเคชันแบบใช้แล้วทิ้ง หรือ Disposable Applications คือซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจเฉพาะ และออกแบบให้เลิกใช้ได้ทันทีเมื่อบรรลุเป้าหมายหรือเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไป
“การเปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชันแนวนี้จะเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อ การออกแบบ และการจัดตั้งงบซอฟต์แวร์อย่างสิ้นเชิง ทำให้พอร์ตโฟลิโอแอปพลิเคชันกลายเป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แทนที่จะเป็นการลงทุนระยะยาวในระบบเก่าที่ตกทอดมา” อัลวาเรซ กล่าว
10. Wetware as a Service (บริการประมวลผลด้วยชีวภาพ)
ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ซิลิคอนแบบดั้งเดิมไม่สามารถรองรับการเติบโตของ AI ในระดับองค์กรที่ไร้ขีดจำกัด เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการพลังงานที่สูงเกินรับไหว ทำให้ Wetware as a Service เป็นรูปแบบการดำเนินงานใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ที่เชื่อมต่อกับระบบชีวภาพทั้งที่มีชีวิตและที่สังเคราะห์ขึ้นผ่านคลาวด์เพื่อใช้ประมวลผล ตัวประมวลผลอินทรีย์เหล่านี้ใช้ความสามารถในการปรับตัวตามธรรมชาติของเครือข่ายชีวเคมีรันอัลกอริทึมซับซ้อน โดยใช้พลังงานต่ำเป็นพิเศษ
