IN NEWS

2แบงก์รัฐฯงัดมาตรการช่วยน้ำท่วมที่น่าน ธอส.พักหนี6เดือน/SMEBankอุ้มSMEs



กรุงเทพฯ-รัฐบาลย้ำมาตรการ ธอส. ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมครอบคลุมลูกหนี้ NPL ชี้กรณีบ้านพังทั้งหลังซ่อมไม่ได้ มีสิทธิพิจารณา “ปลอดหนี้ส่วนอาคาร” พร้อมใช้ภาพถ่ายเคลมสินไหม Fast Track ด้านSME D Bank ขานรับข้อสั่งการนายกฯ ออกมาตรการด่วนช่วยเหลือเอสเอ็มอี จ.น่าน ประสบอุทกภัย ให้สิทธิ์พัก ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน

ธอส. ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมครอบคลุมลูกหนี้ NPL

วันนี้ (20 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านและภาคเหนือตอนบนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจากฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลาก โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแล ได้ออกมาตรการช่วยลดภาระทางการเงินและสนับสนุนประชาชนในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยหลังประสบภัย

ล่าสุด ธอส. ออก “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2569” รวม 7 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การลดภาระหนี้ การพักชำระหนี้ ไปจนถึงสินเชื่อสำหรับซ่อมแซมหรือสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ โดยรัฐบาลขอย้ำว่า ความช่วยเหลือไม่ได้จำกัดเฉพาะลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ แต่ครอบคลุมถึงลูกค้าที่มีสถานะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญทั้งความเสียหายจากภัยพิบัติและภาระทางการเงินในเวลาเดียวกัน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำหรับลูกหนี้ NPL ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย สามารถประนอมหนี้ได้นานสูงสุด 1 ปี 6 เดือน โดยในช่วง 6 เดือนแรกคิดอัตราดอกเบี้ย 0% และไม่ต้องชำระเงินงวด ส่วนลูกหนี้ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ สามารถประนอมหนี้ได้นานสูงสุด 1 ปี โดยในช่วง 6 เดือนแรกคิดอัตราดอกเบี้ย 0% และชำระเงินงวดเพียงเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งเงินงวดดังกล่าวจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด

“จุดสำคัญที่รัฐบาลต้องการเน้นย้ำคือ หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลังและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติหรือลูกหนี้ NPL ธอส. จะพิจารณาปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคารเป็นรายกรณี โดยผู้กู้จะผ่อนชำระต่อเฉพาะหนี้ในส่วนของราคาที่ดินคงเหลือ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระของประชาชนที่ต้องสูญเสียบ้านจากภัยพิบัติ ไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ในส่วนของตัวอาคารที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้กู้ที่มีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยซึ่งมีความคุ้มครองภัยธรรมชาติกับบริษัทประกันภัยที่ธนาคารจัดให้ ธอส. ยังมีช่องทางพิจารณาสินไหมแบบเร่งด่วน หรือ Fast Track โดยผู้เอาประกันสามารถใช้ภาพถ่ายความเสียหายประกอบการแจ้งเคลม และรับค่าสินไหมตามความเสียหายจริงไม่เกิน 20,000 บาท ทั้งนี้ เป็นไปตามรายละเอียดและเงื่อนไขของกรมธรรม์

รัฐบาลจึงแนะนำประชาชนที่ได้รับความเสียหายและมีกรมธรรม์ที่เข้าเงื่อนไข ให้บันทึกภาพตัวบ้าน รวมถึงบริเวณและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายไว้เป็นหลักฐานก่อนเริ่มเก็บกวาดหรือทำความสะอาด หากสามารถดำเนินการได้โดยปลอดภัย เพื่อใช้ประกอบการแจ้งเคลมและช่วยให้กระบวนการพิจารณาสินไหมเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

“รัฐบาลเข้าใจดีว่าสำหรับผู้ประสบภัย การสูญเสียบ้านไม่ได้หมายถึงเพียงความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ยังตามมาด้วยภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูชีวิต จึงต้องการให้ประชาชนทราบว่ามีมาตรการรองรับหลายระดับ แม้เป็นลูกหนี้ NPL ก็ยังสามารถขอรับความช่วยเหลือได้ ขอให้ผู้ได้รับผลกระทบติดต่อ ธอส. เพื่อให้ธนาคารพิจารณาความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร. 0-2645-9000

SME D Bank ขานรับออกมาตรการด่วนช่วยเหลือเอสเอ็มอี จ.น่าน 

ด้านนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการทุกหน่วยงานเร่งให้การช่วยเหลืออย่างครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและความเสียหายของผู้ประกอบการทั้งทางตรงและทางอ้อม

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  ขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามรายงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  เพื่อบรรเทาผลกระทบ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสามารถกลับมาเดินหน้าธุรกิจได้ในเร็ววัน ประกอบด้วยมาตรการ ดังนี้

มาตรการ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด  เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย  สำหรับกลุ่มเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term Loan) สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาชำระตั๋วสัญญาใช้เงินออกไปอีกสูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้

มาตรการ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ” สำหรับลูกค้าเดิมได้รับผลกระทบทางตรง ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อให้มีวงเงินกู้ฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม ขั้นต่ำ 30,000 บาท ถึงสูงสุด 200,000 บาท (บุคคลธรรมดา สูงสุด 100,000 บาท และนิติบุคคล สูงสุด 200,000 บาท)  อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดกระบวนการนำส่งเอกสารในการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงเป็นการเร่งด่วน

นอกจากนั้น ธนาคารยังมีสินเชื่อช่วยเติมทุนเพิ่มเติม สำหรับเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ยกระดับธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน   ได้แก่ 1.สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท  2.สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท  และ 3.สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท

“มาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนครั้งนี้ เป็นทางเลือกโดยสมัครใจ ผู้ประกอบการที่ต้องการรับบริการ แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น สาขา SME D Bank ทุกแห่งทั่วประเทศ ,  LINE Official Account : SME Development Bank , เว็บไซต์  www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357” นางสาวพลอยทะเล กล่าว